Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 555/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

รถยนต์กระบะคันพิพาทเข้าซ่อมที่อู่ของจำเลยที่ 2 และในระหว่างที่ทำการซ่อมรถยนต์ได้ถูกคนร้ายลักไป ถือได้ว่ารถยนต์กระบะพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จะต้องเก็บรักษารถยนต์กระบะคันพิพาทไว้ในที่ปลอดภัยในระหว่างการซ่อม ทั้งต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อมิให้รถยนต์กระบะคันพิพาทต้องสูญหายหรือเสียหาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยที่ 2 นำรถยนต์กระบะคันพิพาทไปจอดไว้บริเวณที่ว่างหน้าอู่โดยไม่มีรั้วรอบขอบชิดอันเป็นเครื่องป้องกันการเคลื่อนย้ายรถยนต์และไม่ได้จัดให้มีผู้ดูแลรักษารถยนต์แต่อย่างใด ทั้งเมื่อรถยนต์คันพิพาทหายไปจำเลยที่ 2 ก็ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ช. เจ้าของรถยนต์กระบะคันพิพาทเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในเหตุที่รถยนต์กระบะคันพิพาทหายไปในระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของตน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวนับได้ว่า เป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์กระบะคันพิพาทต้องสูญหาย การปฏิบัติต่อลูกค้าของจำเลยที่ 2 ในการนำรถยนต์ที่นำมาซ่อมแล้วไม่เสร็จจอดไว้บริเวณหน้าอู่ มิได้เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์สูญหายแต่อย่างใดและการที่ไม่เคยมีรถยนต์สูญหายหรือได้รับความเสียหายมิได้เป็นหลักประกันว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 477,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 460,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 460,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 17,250 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และคู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บ-0796 พังงา จากนายชาญผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้จัดการอู่อาร์ซีเซอร์วิส ซึ่งประกอบกิจการเคาะพ่นสีรถยนต์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2540 นายชาญได้นำรถยนต์กระบะคันดังกล่าวซึ่งได้รับความเสียหายเข้าซ่อมที่อู่ของจำเลยที่ 2 ในระหว่างที่ทำการซ่อมและอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 รถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้ถูกคนร้ายลักไป โจทก์จึงได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีรถยนต์หายให้แก่นายชาญเป็นเงินจำนวน 460,000 บาท

โจทก์จึงรับช่วงสิทธิในอันที่จะเรียกร้องค่าเสียหายเอาแก่จำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายอนุพรผู้รับมอบอำนาจช่วงเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด กรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ปรากฏตามหนังสือรับรอง โจทก์มอบอำนาจให้นายบัลลังก์เป็นผู้ดำเนินคดีแทนและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ด้วย นายบัลลังก์มอบอำนาจช่วงให้นายอนุพรเป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วง เห็นว่า โจทก์นำสืบในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง โดยนายอนุพรผู้รับมอบอำนาจช่วงเบิกความประกอบหนังสือรับรองบริษัท

หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงถึงบุคคลที่มีอำนาจในการลงนามผูกพันบริษัท และการมอบอำนาจในการฟ้องคดีก็กระทำโดยถูกต้องและไม่ปรากฏข้อพิรุธของการมอบอำนาจแต่อย่างใด ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบในประเด็นดังกล่าวแต่เพียงว่า การมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงจะทำโดยผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงหรือไม่ ไม่ทราบ เท่านั้น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถนำสืบหักล้างให้ศาลเห็นได้ว่า การมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงของโจทก์กระทำโดยไม่ชอบอย่างไร กรณีจึงรับฟังได้ว่าการมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงของโจทก์กระทำโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำการโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะคันพิพาทหายหรือไม่

เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า รถยนต์กระบะคันพิพาทซึ่งได้รับความเสียหายและเข้าซ่อมที่อู่ของจำเลยที่ 2 และในระหว่างที่ทำการซ่อมรถยนต์กระบะคันดังกล่าวได้ถูกคนร้ายลักไป กรณีดังกล่าวถือได้ว่า รถยนต์กระบะคันพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 2 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จะต้องเก็บรักษารถยนต์กระบะคันพิพาทไว้ในที่ปลอดภัยในระหว่างการซ่อม ทั้งต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อมิให้รถยนต์กระบะคันพิพาทต้องสูญหายหรือเสียหาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้อย่างแน่ชัดว่า จำเลยที่ 2 นำรถยนต์กระบะคันพิพาทไปจอดไว้บริเวณที่ว่างหน้าอู่โดยไม่มีรั้วรอบขอบชิดอันเป็นเครื่องป้องกันการเคลื่อนย้ายรถยนต์และไม่ได้จัดให้มีผู้ดูแลรักษารถยนต์แต่อย่างใด

อีกทั้งเมื่อรถยนต์คันพิพาทหายไปจำเลยที่ 2 ก็ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายชาญ เจ้าของรถยนต์กระบะคันพิพาท เป็นเงินจำนวน 100,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดในเหตุที่รถยนต์กระบะคันพิพาทหายไปในระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของตน ตามพฤติการณ์ดังกล่าวนับได้ว่า เป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์กระบะคันพิพาทต้องสูญหาย แม้จำเลยที่ 2 จะนำสืบต่อสู้คดีในทำนองว่า เมื่อรถยนต์กระบะคันพิพาทซ่อมไม่เสร็จได้นำไปจอดไว้บริเวณหน้าอู่โดยล๊อกกุญแจไว้ เป็นการปฏิบัติเช่นเดียวกับลูกค้ารายอื่นที่นำรถยนต์มาซ่อม และตั้งแต่เปิดอู่ซ่อมรถมาไม่เคยมีรถยนต์หายหรือรถยนต์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดนั้น

เห็นว่า การปฏิบัติต่อลูกค้าของจำเลยที่ 2 ในการนำรถยนต์ที่นำมาซ่อมแล้วไม่เสร็จจอดไว้บริเวณหน้าอู่นั้น มิได้เป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้รถยนต์สูญหายหรือเสียหายแต่อย่างใด และการที่ไม่เคยมีรถยนต์สูญหายหรือได้รับความเสียหายมิได้เป็นหลักประกันว่า จำเลยที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ส่วนการที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาว่า การที่โจทก์รับอู่ของจำเลยที่ 2 เป็นอู่ในเครือซ่อมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัย โจทก์ย่อมทราบสภาพอู่ของจำเลยที่ 2 ว่าไม่สามารถนำรถยนต์ที่นำมาซ่อมเก็บไว้ในอู่ได้และทราบถึงสภาพการจอดรถยนต์บริเวณหน้าอู่ถือว่าโจทก์เชื่อถืออู่ของจำเลยที่ 2 อันเป็นการแสดงว่า

จำเลยที่ 2 ไม่มีความประมาทในการระมัดระวังรถยนต์ของลูกค้านั้น เห็นว่า การที่โจทก์รับอู่ของจำเลยที่ 2 ซ่อมรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยนั้นเป็นเรื่องที่โจทก์พิจารณาถึงผลงานที่จำเลยที่ 2 ทำการซ่อมรถยนต์ออกมาเป็นที่พอใจแก่โจทก์และลูกค้าของโจทก์ ส่วนการดูแลรถยนต์ที่นำมาซ่อมมิให้ได้รับความเสียหายหรือสูญหายในระหว่างการซ่อมย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องใช้ความระมัดระวังตามพฤติการณ์ของผู้มีวิชาชีพเพื่อป้องกันทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของตนมิให้เสียหายหรือสูญหาย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด เห็นว่า นายชาญได้เช่าซื้อรถยนต์กระบะคันพิพาทมาในราคา 610,000 บาท และนำมาประกันภัยกับโจทก์กรณีรถยนต์สูญหายในวงเงิน 460,000 บาท

อีกทั้งรถยนต์กระบะคันพิพาทได้สูญหายหลังจากนายชาญได้เช่าซื้อมาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี กรณีจึงถือได้ว่า รถยนต์กระบะคันพิพาทไม่ใช่รถเก่าที่ใช้งานมาหลายปี การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตามทุนประกันภัยในกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน 460,000 บาท นับว่าเหมาะสมแล้วตามพฤติการณ์ ส่วนการที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างในฎีกาว่า รถยนต์กระบะคันพิพาทมีราคาไม่เกิน 300,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เพียงแต่ให้การว่ารถยนต์กระบะคันดังกล่าวมีราคาซื้อขายกันไม่เกิน 300,000 บาท แต่ก็มิได้นำพยานหลักฐานมานำสืบแสดงให้เห็นว่าเป็นจริงตามที่กล่าวอ้าง ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน กรณีจึงต้องถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายตามทุนประกันภัยในกรมธรรม์ประกันภัยจำนวน 460,000 บาท ที่ได้ชดใช้ให้แก่นายชาญ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนตรี ยอดปัญญา · ดิเรก อิงคนินันท์ · สมชาย สินเกษม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2844/2566

จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบ การเบิกถอนโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11029/2553

จำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกเงินของโจทก์โดยเพิ่มเติมจำนวนตัวเลขและตัวหนังสือในเช็คเงินสดที่เรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายในนามของจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปเบิกถอนเงินมาจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 880/2546

ลายมือชื่อโจทก์ในใบถอนเงินไม่เหมือนกับตัวอย่างลายมือชื่อในสมุดเงินฝากและคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์โดยชัดแจ้งเพียงแต่คล้ายกันเท่านั้น ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นลูกค้าทั่วไป พนักงานของธนาคารจำเลยที่ 1 จะไม่จ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1795/2541

จำเลยเป็นธนาคารผู้รับฝากเงินเป็นอาชีพโดยหวังผลประโยชน์ในการเอาเงินฝากของผู้ฝากไปแสวงหาผลประโยชน์จะต้องใช้ความระมัดระวังและความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษตรวจสอบลายมือชื่อผู้จ่ายว่าเหมือนลายมือชื่อที่ให้ตัวอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2540

ธนาคารจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอาชีพรับฝากเงินจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบลายมือชื่อของโจทก์ผู้ฝากเงินให้ละเอียดรอบคอบ เมื่อเปรียบเทียบลายมือโจทก์ในใบถอนเงินฝากกับลายมือโจทก์ในบัตรตัวอย่างลายมือชื่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้