Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 555030)

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ญาติของผู้เสียหายไปแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่แต่เพียงว่า ผู้เสียหายได้หายตัวไปโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงมาแจ้งความเพื่อขอให้เจ้าพนักงานตำรวจช่วยสืบหาตัวผู้เสียหายให้เท่านั้น ไม่มีรายละเอียดอื่น ไม่มีแม้แต่ข้อความที่ระบุว่าผู้แจ้งเชื่อว่ามีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น การแจ้งความเช่นนี้ จึงมิใช่คำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ ตามนัยแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2 (7) (8) ไม่ก่อให้เกิดปัญหาว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีนี้ตามมาตรา 19 วรรคสอง (ข) เพราะข้อเท็จจริงตามคำแจ้งความดังกล่าว ไม่ทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่จะสามารถเป็นได้แม้กระทั่งพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนคนหนึ่งในหลายท้องที่ที่มีการกระทำความผิดต่อเนื่องกันตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง กรณีว่าพนักงานสอบสวนท้องที่ใดจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตามมาตรา 19 วรรคสอง จะต้องเป็นกรณีที่ได้ผ่านบทบัญญัติตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง มาก่อนแล้ว และเกิดมีปัญหาที่พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องต่างมีอำนาจสอบสวนเท่านั้น สถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาเป็นท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อน โดยผู้เสียหายถูกเอาตัวไปที่บริเวนหน้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระแชง และเป็นสถานีตำรวจที่ ด. ได้ไปกล่าวโทษไว้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาจึงย่อมเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนตามมาตรา 19 วรรคสอง (ข)

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1033/2547 โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เรียกจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1033/2547 ว่า จำเลยที่ 4 และเรียกจำเลยสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 5 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 4 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 313, 83 คืนของกลางแก่เจ้าของ เว้นแต่เงิน 90,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายรับคืนไปแล้ว

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก, 313 (2) (3) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานเอาตัวบุคคลไปหน่วงเหนี่ยวกักขังเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 15 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 313 (2) (3) วรรคแรก, 316 จำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามแล้ว จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี คืนของกลางให้แก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 4 ยื่นฎีกาและต่อมาขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต คดีสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามลำดับ รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกกระทำความผิดตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 หรือไม่ ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 4 กับพวก 5 คน ร่วมกันเอาตัวนายยิว ผู้เสียหายชาวมาเลเซียไปกักขังไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ ต่อมาญาติของผู้เสียหายไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่าผู้เสียหายเป็นชาวมาเลเซียเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยแล้วหายตัวไปเกรงว่าจะได้รับอันตราย ขอให้เจ้าพนักงานตำรวจช่วยสืบหาตัวผู้เสียหายให้ พลตำรวจโทธีรวุฒิ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 มอบหมายให้พันตำรวจเอกดำรงค์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเรื่องนี้

พันตำรวจเอกดำรงค์สืบทราบว่าผู้เสียหายถูกจับตัวไปขณะท่องเที่ยวอยู่บริเวณหน้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระแชง หมู่ที่ 5 ตำบลบันนังสตา อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา โดยคนร้ายคนหนึ่งคือจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นบวชเป็นพระอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าว จึงไปแจ้งความกล่าวโทษที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตา วันเดียวกันได้สืบทราบว่าฝ่ายของผู้เสียหายและคนร้ายนัดหมายส่งมอบเงินค่าไถ่ให้กันจำนวนหนึ่งที่หน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ จึงวางแผนจับกุม โดยพันตำรวจโทคมกฤช เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่กับพวกสะกดรอยติดตามจากฝ่ายของผู้เสียหาย คือนายวา และนายลิม เพื่อนของผู้เสียหายที่มาจากประเทศมาเลเซียพร้อมกับผู้เสียหาย ซึ่งขณะนั้นพักอยู่ที่โรงแรมสากล

อำเภอหาดใหญ่ โดยมีการถ่ายรูประหว่างการติดตามตลอดเวลา นายวาและนายลิม ได้พบจำเลยที่ 1 ที่หน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ แล้วส่งมอบถุงใบหนึ่งให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ตรวจดูสิ่งของในถุงแล้วนำติดตัวไปขึ้นรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 3 ขับจอดรออยู่ จากนั้นก็ขับออกไป สักครู่รถยนต์คันดังกล่าวก็ขับย้อนกลับมารับจำเลยที่ 2 ซึ่งมายืนรอแล้วขับมุ่งหน้าไปทางจังหวัดปัตตานี บ่ายวันเดียวกันนั้น พันตำรวจโทอิสกานดาร์ กับพวกสกัดจับรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บง 2558 ยะลา ตามที่ได้รับแจ้งว่าเป็นยานพาหนะของคนร้ายที่ไปรับเงินค่าไถ่จากเพื่อนของผู้เสียหายที่บริเวณหน้าสถานีรถไฟหาดใหญ่ในช่วงเช้าได้ที่จุดตรวจป้อมขุนไว อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

พบจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในรถยนต์คันดังกล่าว ตรวจพบเงินสด 12,000 บาท ที่ตัวจำเลยที่ 2 และ 40,000 บาท ที่ตัวจำเลยที่ 3 และยึดของกลางได้หลายอย่างรวมทั้งจีวรพระ พันตำรวจโทอิสกานดาร์กับพวกได้ให้จำเลยที่ 2 นำทางไปจับกุมจำเลยที่ 1 ซึ่งขณะนั้นแต่งกายแบบคนธรรมดาได้ที่โรงแรมเซฟเฮาส์ จังหวัดปัตตานี จากการตรวจค้นหัองพักของจำเลยที่ 1 ในโรงแรมพบเงินสดส่วนที่เหลือ 38,000 บาท เจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาว่า เอาตัวบุคคลอายุกว่า 15 ปี ไปโดยใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพและเล่ารายละเอียดของเรื่องราวทั้งหมด โดยซัดทอดว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้วางแผนสั่งการในเรื่องนี้

รวมทั้งเป็นผู้นำตัวผู้เสียหายไปกักขังไว้ในขณะนั้น พันตำรวจเอกดำรงค์มอบหมายให้พันตำรวจโทเลียบ สารวัตรหน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลาดำเนินการ พันตำรวจโทเลียบกับพวกสามารถนำตัวผู้เสียหายออกจากสถานที่กักขังที่ตำบลอาซ่อง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ได้โดยปลอดภัย เมื่อเวลา 22 นาฬิกา คืนเดียวกัน ต่อมาภายหลังจึงได้จับกุมตัวจำเลยที่ 4 และที่ 5 จำเลยที่ 2 ฎีกาประการเดียวเป็นข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะการสอบสวนไม่ชอบเนื่องจากกระทำโดยพนักงานสอบสวนผู้ไม่มีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 เนื่องจากความผิดตามฟ้องโจทก์เป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่าง

ๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป แม้พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ แต่เมื่อพันตำรวจเอกดำรงค์เบิกความยอมรับว่า ขณะนายยิว ญาติของผู้เสียหายไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่นั้น ยังจับผู้ต้องหาไม่ได้ จึงต้องถือว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่เป็นผู้พบเห็นการกระทำผิดก่อน จึงย่อมต้องเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีนี้รวมทั้งสรุปความเห็นส่งไปพร้อมกับสำนวนไปยังพนักงานอัยการ เห็นว่า แม้ว่าตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ นายยิวไปแจ้งความไว้เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน 2542 ที่พันตำรวจเอกดำรงค์ไปกล่าวโทษและมอบหมายให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนในคดีนี้อย่างเป็นทางการ แต่ตามเอกสารฉบับนี้

นายยิวแจ้งแต่เพียงว่าผู้เสียหายได้หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2542 โดยไม่ทราบสาเหตุ เกรงว่าจะได้รับอันตราย จึงได้มาแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจช่วยสืบหาตัวผู้เสียหายให้เท่านั้น ไม่มีรายละเอียดใด ๆ ไม่มีแม้กระทั่งข้อความที่ระบุว่าผู้แจ้งเชื่อว่าได้มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้นกับผู้เสียหาย จึงเป็นเพียงการมาแจ้งเพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ช่วยสืบสวนถึงสาเหตุที่ผู้เสียหายได้หายตัวไปเท่านั้น การแจ้งเช่นนี้ จึงไม่ใช่คำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (7) (8) ไม่ก่อให้เกิดปัญหาว่าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่จะเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคสอง (ข)

ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงตามคำแจ้งไม่ทำให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่จะสามารถเป็นได้แม้กระทั่งพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนคนหนึ่งในหลายท้องที่ที่มีการกระทำความผิดต่อเนื่องกันตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง กรณีตามฎีกาของจำเลยที่ 2 จะต้องเป็นกรณีที่ได้ผ่านบทบัญญัติมาตรา 19 วรรคหนึ่ง มาก่อนแล้วเกิดมีปัญหาในท้องที่ที่พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องต่างมีอำนาจสอบสวนเท่านั้น สถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาเป็นท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อน โดยผู้เสียหายถูกเอาตัวไปที่บริเวณหน้าสำนักสงฆ์ถ้ำกระแชงและเป็นสถานีตำรวจที่พันตำรวจเอกดำรงค์ได้ไปกล่าวโทษไว้ เช่นนี้ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาจึงย่อมเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน ตามมาตรา 19 วรรคสอง (ข)

การที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบันนังสตาดำเนินการสอบสวนตั้งแต่ต้นจนกระทั่งส่งฟ้องต่อพนักงานอัยการ จึงเป็นการสอบสวนที่ชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตามมาตรา 140 และมาตรา 120 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา · วรพจน์ วิไลชนม์ · วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดยะลา - นายวรวิทย์ จิรยุกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางนิจรินทร์ องค์พิสุทธิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.6015-6016/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้