คำฟ้องและคำให้การ
ได้ความว่าจำเลยหลอกลวงว่าน้ำพุขึ้นนั้น เจ้าแม่สำโรงบันดาลให้มีขึ้น และว่าน้ำพุนั้นศักดิ์สิทธิ์ใช้เป็นยารักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ประชาชนคนดูหลงเชื่อ ได้เอาน้ำนั้นไปใช้กินและทารักษาโรคแต่ไม่หายเพราะเป็นน้ำธรรมดาในลำคลองนั้นเอง และได้ให้เงินแก่จำเลยรวมประมาณหมื่นบาท โดยหลงเชื่อว่าน้ำนั้นเป็นของเจ้าแม่สำโรงรักษาโรคได้ แต่ความจริงนั้น จำเลยที่ ๑ เอาเท้าพุ้ยน้ำในคลองทำให้น้ำผุดพุขึ้นมาไม่เกี่ยวแก่เจ้าแม่อะไรเลย จำเลย ๒ ได้สมคบร่วมกระทำผิด้วยโดยอ้างว่าน้ำพุนั้นเจ้าแม่สำโรงบันดาล ให้เกิดขึ้นเป็นน้ำศักดิ์สิทธิรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่งเป็นการปกปิดความจริงและแสดงข้อความเท็จจริง ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลทั้งสองว่า
จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๔๓ ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี จำเลยที่ ๑ อายุเพียง ๑๗ ลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ม. ๗๕ แล้ว จำคุก ๓ เดือนและปรับ ๔,๖๐๐๐ บาท แต่โทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๓ ปี ตามมาตรา ๕๖ บังคับค่าปรับตาม มาตรา ๒๙ ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกามีว่า เมื่อทางพิจารณาได้ความดังกล่าวข้างต้น การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๔๓ ข้อที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้อ้าง มาตรา ๓๔๑, ๓๔๒ อันเป็นแม่บทสำคัญในความผิดฐานฉ้อโกงนั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา ๓๔๓ ได้อ้างถึงมาตรา ๓๔๑, ๓๔๒ อยู่แล้ว และก็ได้บรรยายไว้ในฟ้องชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยหลอกลวงประชาชน จึงเท่ากับอ้างโดยปริยายแล้ว ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริตนั้น ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยได้เงิน เพราะหลอกลวงว่าน้ำพุนั้นเป็นน้ำที่เจ้าแม่สำโรงบันดาลให้เกิดขึ้น เป็นน้ำศักดิ์สิทธิใช้เป็นยารักษาโรคได้ ประชาชนหลวงเชื่อจึงให้เงินแก่จำเลย จำเลยทั้งสองได้เงินไป ย่อมถือได้ว่าเป็นการแสดงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นทุจริต ตามกฎหมาย