คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ค้ำประกันหนี้ดังกล่าวและโจทก์มอบสมุดเงินฝากประจำของโจทก์ให้ธนาคารเจ้าหนี้ไว้เป็นประกันด้วย ต่อมาจำเลยไม่ใช้หนี้เงินกู้ ธนาคารได้หักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ ทำให้โจทก์เสียหายเพราะขาดดอกเบี้ยที่จะได้รับตามบัญชีเงินฝากอีกร้อยละ ๑๒ ต่อปี ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๔๙,๘๖๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๒ ต่อปี
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เชื่อว่าโจทก์จะชำระเงินให้ธนาคารแทนจำเลย ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้องพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๒ ต่อปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยชำระเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบต่อปีนับแต่วันกู้ถึงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๔ แก่โจทก์และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๔ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยกู้เงินธนาคาร ๔๕,๐๐๐ บาทแล้วไม่ชำระ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันให้จำเลย ได้ชำระหนี้แทนจำเลยไปเป็นเงิน ๔๙,๘๖๐ บาท โดยถูกธนาคารเจ้าหนี้หักบัญชีเงินฝากประจำใช้หนี้ ทำให้สูญเสียต้นเงินจำนวน ๔๙,๘๖๐ บาท ไปพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๒ ต่อปี ที่ควรจะได้ตามบัญชีเงินฝากประจำนั้นตั้งแต่วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๔ เป็นต้นมา โจทก์ชอบที่จะมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๓
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๔๙,๘๖๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ๑๒ ต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๔ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์