Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5571/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว มี พ.ร.ฎ.กำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 มาใช้บังคับ โดยให้มีผลเป็นอันยกเลิก พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และกำหนดให้นำ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาใช้บังคับแทน และมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ที่ถูกยกเลิกบัญญัติให้พนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับแทนมิได้บัญญัติให้พนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 147 จึงเป็นการไม่ชอบ การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก เพียงบทเดียว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 352, 91 และขอให้จำเลยคืนเงิน 339,919.71 บาท ให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 352 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยกระทำความผิดรวม 3 กระทง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 76,597.60 บาท แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย คำขออื่นและข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นพนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงคมนาคม โดยทำงานที่สำนักงานบริการโทรศัพท์สิชล ตำแหน่งพนักงานพาณิชย์ 3 มีนายณรงค์ เป็นผู้จัดการ สำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลนำเครื่องรับเงินสดอิเล็กทรอนิกส์หรืออีซีอาร์ (ECR) มาใช้รับชำระเงินค่าบริการ จำเลยทำหน้าที่เป็นพนักงานรับเงินและหัวหน้าควบคุมการเงิน และติดตามเร่งรัดหนี้สิน ในการใช้เครื่องรับเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ จำเลยมีรหัสเฉพาะในตำแหน่งพนักงานรับเงิน "CSH O1" และรหัสหัวหน้าควบคุมการเงิน "SUP O1" การรับชำระค่าใช้บริการโทรศัพท์โดยเครื่องรับเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลมีจำเลย

นายธิรพงศ์ นางขวัญเรือนและนายสุเทพ ทำหน้าที่รับเงิน ระหว่างปลายเดือนสิงหาคม 2542 ถึงต้นเดือนกันยายน 2542 มีผู้ใช้บริการโทรศัพท์นำใบแจ้งหนี้มาชำระค่าบริการประจำเดือน แต่ข้อมูลจากเครื่องรับเงินสดอิเล็กทรอนิกส์แสดงว่าผู้ใช้บริการดังกล่าวยังมีหนี้ค้างชำระในเดือนก่อนหน้านั้น แต่ผู้ใช้บริการโต้แย้งว่าได้นำเงินมาชำระแล้วพร้อมนำหลักฐานใบเสร็จรับเงินมายืนยัน นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้บริการร้องเรียนมายังนายณรงค์ว่า ได้มาชำระค่าบริการโทรศัพท์แล้ว แต่ยังมีหนังสือทวงถามให้ชำระอีก นายณรงค์และนายธิรพงศ์จึงไปตรวจสอบพบว่ามีผู้ใช้บริการโทรศัพท์ค้างชำระค่าใช้บริการหลายรายรวมเป็นเงินประมาณ 300,000 บาท ตามรายงานหนี้ค้างชำระประจำเดือน แต่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ยืนยันว่าได้ชำระค่าบริการแล้ว

เชื่อว่ามีพนักงานของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลทุจริต นายณรงค์รายงานให้โทรศัพท์จังหวัดนครศรีธรรมราชทราบ วันที่ 9 กันยายน 2542 โทรศัพท์จังหวัดนครศรีธรรมราช มีคำสั่งที่ 54/2542 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบงานรับเงินของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชล ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2542 คณะกรรมการตามคำสั่งดังกล่าวรายงานผลการตรวจสอบว่ามีการทุจริต ตามสำเนารายงานการตรวจสอบงานรับเงิน สำนักงานบริการโทรศัพท์สิชล วันที่ 14 ตุลาคม 2542 นายณรงค์ไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ทำการแก้ไข (Delete) รายการชำระเงินค่าบริการของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและของบริษัท ที ที แอนด์ ที จำกัด ตามสำเนารายงานผลการสอบสวนงานรับเงินของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชล แผ่นที่ 27 และ 28 รวม 45 ราย รวมเป็นเงิน 76,597.60 บาท แล้วยักยอกเงินค่าบริการเลขหมายโทรศัพท์ดังกล่าวมาเป็นของจำเลย ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิด 3 กรรม และเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 นั้น ข้อเท็จจริงตรงกับเอกสาร

ได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดวันที่ 3 สิงหาคม 2542 จำนวน 1 รายการ และวันที่ 5 สิงหาคม 2542 จำนวน 4 รายการ ส่วนรายการที่เหลืออีก 40 รายการ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยกระทำความผิดในวันดังกล่าวจริงและจากพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยกระทำความผิดวันใด จึงไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยว่ารายการที่เหลือเป็นการกระทำในวันใดวันหนึ่งของเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม 2542 อีก 1 กรรม ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย แต่ต้องสันนิษฐานให้เป็นคุณแก่จำเลยว่า จำเลยอาจยักยอกเงินรายการที่เหลืออีก 40 รายการในวันใดวันหนึ่งของวันที่ 3 หรือวันที่ 5 สิงหาคม 2542 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดเพียง 2 กรรม และเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว

มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2545 มาใช้บังคับ โดยให้มีผลเป็นอันยกเลิกพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2545 เป็นต้นไป และกำหนดให้นำพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาใช้บังคับแทน และมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ที่ถูกยกเลิกบัญญัติให้พนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่พระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ที่ใช้บังคับแทนมิได้บัญญัติให้พนักงานขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จึงเป็นการไม่ชอบ

การกระทำของจำเลยคงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก เพียงบทเดียว และจำเลยให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการขณะสอบสวนงานรับเงินของสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลรับว่าเป็นผู้ทำการแก้ไขข้อมูลและยักยอกเงินค่าบริการขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยทั้งนำสืบรับว่ามีตำแหน่งเป็นพนักงานรับเงิน มีหน้าที่นำเงินที่ได้รับในแต่ละวันนำฝากธนาคาร นับว่าเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นควรลดโทษให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า นายณรงค์มีอำนาจร้องทุกข์แทนองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า นายณรงค์ไม่มีอำนาจร้องทุกข์

การร้องทุกข์เป็นอำนาจของผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือหัวหน้าฝ่ายโทรศัพท์ภาคใต้ (หาดใหญ่) เห็นว่า คำสั่งองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย เรื่องมอบหมายให้พนักงานปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยข้อ 4.12.1.1 มีรายละเอียดว่า "การแจ้งความร้องทุกข์และการถอนการแจ้งความร้องทุกข์กรณีเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินขององค์การโทรศัพท์ฯ หรือกรณีอื่น ให้หัวหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบตั้งแต่ระดับแผนกขึ้นไปเป็นผู้มีอำนาจ เว้นแต่มีหลักเกณฑ์ขององค์การโทรศัพท์ฯ หรือของทางราชการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น" เมื่อนายณรงค์เป็นผู้จัดการสำนักงานบริการโทรศัพท์สิชลย่อมมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่ทำให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับความเสียหายได้ตามที่นายณรงค์เบิกความ

ส่วนที่จำเลยนำสืบและฎีกาว่าอำนาจร้องทุกข์เป็นของหัวหน้าฝ่ายโทรศัพท์ภาคใต้ (หาดใหญ่) นั้น ตามข้อ 4.12.3.1 มีรายละเอียดว่า "ให้หัวหน้าส่วนงานที่รับผิดชอบส่วนงานมีหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีทางศาลตั้งแต่ระดับฝ่ายขึ้นไปเป็นผู้มีอำนาจ" ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิทางศาลแทนองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย จึงต้องให้ระดับฝ่ายเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดี หาใช่เป็นเรื่องมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ตามที่จำเลยนำสืบและฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมเป็นจำคุก 6 ปี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงเหลือจำคุกจำเลย 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · อนันต์ ชุมวิสูตร · สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายวรชัย ธัญญรังสี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1062/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ952/2544
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ423/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้