Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5593/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ตั้งประเด็นในคำฟ้องว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งจำเลยขอให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-10 ครอบที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ฉบับดังกล่าว จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินแปลงนั้นเป็นของจำเลย คดีมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ไม่อาจมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินจากโจทก์ได้ เพราะการแย่งการครอบครองที่ดินจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยกล่าวแก้ในคำให้การว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยเอง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าโจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินแปลงพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกจำเลยแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง จึงขัดแย้งกับคำให้การที่อ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยอยู่ในตัว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

.

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน 1 แปลง เมื่อเดือนธันวาคม 2537 จำเลยขอให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ครอบที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 37 แปลงเลขที่ 7 เล่ม 1 หน้า 37 อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาท ที่ดินแปลงพิพาทเป็นของจำเลย

โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อล่วงพ้นระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครอง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทเพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 เลขที่ 37 แปลงเลขที่ 7 เล่ม 1 หน้า 37 อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาโดยได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลจำนวน 6,500 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ในปี 2537 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ในที่ดินแปลงพิพาทให้แก่จำเลย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของจำเลยว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาในข้อแรกว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นของนางพลอยซึ่งเป็นป้าของนายนิลสามีของจำเลย แต่ต่อมานางพลอยยกที่ดินให้นายนิลกับจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของนายเขิมกำนันตำบลนาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ นายมโนจินดา ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านท้องที่ซึ่งที่ดินแปลงพิพาทอยู่ในเขตอำนาจและนายเปลี่ยนเจ้าของที่ดินใกล้เคียงกับที่ดินแปลงพิพาท ซึ่งเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 69/2543 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์และจำเลยต่างอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ว่า

โจทก์กับนายเคลื่อนเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทตลอดมาโดยจำเลยกับนายนิลไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้อง พยานโจทก์เหล่านี้ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน โดยเฉพาะนายเปลี่ยนเป็นญาติกับนายนิลสามีของจำเลยด้วย จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ได้รับความเสียหาย คำเบิกความของนายเขิม นายมโนและนายเปลี่ยนมีน้ำหนักรับฟังได้

ที่จำเลยฎีกาว่า นายเปลี่ยนเคยลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจสอบและรับรองผลการสำรวจรังวัดที่ดินแปลงพิพาทว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดิน แต่ต่อมากลับไปให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ และเบิกความเป็นพยานต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 69/2543 ว่า ขณะที่ลงลายมือชื่อไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารฉบับนั้นเลย ทั้งนี้ เนื่องจากเจ้าพนักงานสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่เร่งรัดให้ลงลายมือชื่อ โดยอ้างว่าจะรีบนำส่งไปยังจังหวัดกระบี่เพื่อดำเนินการ ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อเหตุผลไม่ควรรับฟัง เห็นว่า นอกจากคำเบิกความของนายเปลี่ยนแล้ว โจทก์ยังมีนายวั่นและนายมโนเป็นพยานเบิกความต่อศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 69/2543 มีใจความตรงกันว่าในระหว่างที่เจ้าพนักงานสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ไปสำรวจรังวัดที่ดินเพื่อออกเอกสารสิทธิ

ส.ป.ก.4 - 01 ให้แก่ราษฎรในละแวกนั้น เจ้าพนักงานให้พยานทั้งสองลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความ โดยอ้างว่าจะเร่งรีบออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ให้แก่ราษฎรในบริเวณนั้น พยานทั้งสองจึงลงลายมือชื่อให้ไป คำเบิกความของพยานสองปากนี้เป็นเหตุผลสนับสนุนให้เชื่อว่านายเปลี่ยนลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจสอบและรับรองผลการสำรวจรังวัดที่ดินแปลงพิพาทโดยไม่ทราบข้อความคำเบิกความของนายเปลี่ยนจึงไม่ขัดต่อเหตุผลดังที่จำเลยฎีกา นอกจากนี้ยังปรากฏจากคำเบิกความของนายวั่นว่าในเดือนพฤษภาคม 2537 นายวั่นกับโจทก์มีปัญหาขัดแย้งกันเนื่องจากลูกจ้างของนายวั่นปลูกต้นสะเดารุกล้ำเข้าไปในที่ดินแปลงพิพาท ในที่สุดโจทก์กับนายวั่นได้ตกลงประนีประนอมยอมความกันต่อหน้านายเขิมว่านายวั่นยอมรื้อถอนต้นสะเดาออกจากที่ดินของโจทก์

นายเขิมได้บันทึกข้อตกลงของโจทก์กับนายวั่นไว้เป็นหลักฐาน ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.8 แผ่นที่ 6 เมื่อพิเคราะห์ว่านายวั่นเป็นญาติกับจำเลยจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านายวั่นจะเข้าด้วยช่วยเหลือโจทก์จนเกิดผลเสียหายแก่จำเลย ยิ่งไปกว่านั้นการที่นายวั่นยอมทำบันทึกรับรองแนวเขตที่ดินของโจทก์ ทั้งยังรับว่าจะรื้อถอนต้นสะเดาที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินแปลงพิพาทออกไปจากที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นการยอมรับอยู่ในตัวว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ ที่จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า จำเลยมีนายถนอมซึ่งเคยเป็นกำนันตำบลนาเหนือในระหว่างปี 2502 ถึง 2524 เป็นพยานเบิกความว่า เดิมที่ดินแปลงพิพาทเป็นของนางพลอย แต่ต่อมานางพลอยยกที่ดินแปลงนี้ให้แก่นายนิลสามีของจำเลย

ศาลฎีกาควรรับฟังคำเบิกความของพยานปากนี้ว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงพิพาทนั้น เห็นว่า ที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่ที่ดินมีโฉนด โฉนดแผนที่ โฉนดตราจองหรือตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว" ซึ่งบุคคลอาจถือกรรมสิทธิ์ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้น แม้นายถนอมจะเบิกความว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของนางพลอยซึ่งยกให้แก่นายนิลสามีของจำเลย แต่นายถนอมก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ในระหว่างที่นายเคลื่อนยังมีชีวิตอยู่พยานไปทราบว่านายเคลื่อนกับโจทก์เข้าไปครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแปลงดังกล่าวหรือไม่ เห็นได้ว่านายถนอมน่าจะไม่มีส่วนรู้เห็นถึงการเข้ายึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนี้ คำเบิกความของนายถนอมจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยดังที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นางพลอยยกที่ดินให้แก่นายนิล แต่ปล่อยให้เวลาล่วงไปเกินกว่า 20 ปี จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ตั้งประเด็นในคำฟ้องว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งจำเลยขอให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดกระบี่ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 01 ครอบที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4 - 10 ฉบับดังกล่าว จำเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินแปลงนั้นเป็นของจำเลย คดีมีประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าที่ดินแปลงพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่

ไม่อาจมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินจากโจทก์ได้เพราะการแย่งการครอบครองที่ดินจะมีได้ก็แต่ในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น เมื่อจำเลยกล่าวแก้ในคำให้การว่าจำเลยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นของจำเลยเอง ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า โจทก์มิได้ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินแปลงพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกจำเลยแย่งการครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง จึงขัดแย้งกับคำให้การที่อ้างว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยอยู่ในตัว ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยในประเด็นข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กำพล ภู่สุดแสวง · สถิตย์ ทาวุฒิ · พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6784/2553

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่าที่โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือขายที่ดินท้ายฟ้องนั้นเป็นเท็จ ส. ไม่เคยสละการครอบครองที่ดินพิพาท ไม่เคยขออาศัยหรือเช่าจากโจทก์ เมื่อ ส. ถึงแก่ค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6439/2550

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสร้างกำแพงรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ยาว 10 เมตร กว้าง 90 เซนติเมตร จำเลยให้การว่า จำเลยสร้างกำแพงบนแนวเขตที่ดินติดต่อ ไม่ได้รุกเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4659/2549

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าจำเลยซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ โจทก์ส่งมอบการครอบครองให้จำเลยแล้ว จำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ดังนี้ ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยไม่มีปัญหาเรื่องการแย่งการครอบครองเพราะก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 73/2546

ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้น โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก ผ.ตั้งแต่ปี 2495 ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4979/2545

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยซื้อจากจำเลยแล้วจำเลยทำสัญญาเช่า แต่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าจึงบอกเลิกการเช่า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเช่าและส่งมอบที่พิพาทคืน จำเลยให้การตอนแรกว่า ไม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้