Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5623/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตามความในมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นั้น หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญา แต่ลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เนื่องจากที่ดินติดจำนองไว้แก่ผู้ร้อง และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายโดยยินยอมชำระหนี้ตามสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนจำนอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้โดยปลอดจำนองลูกหนี้ไม่มีสิทธิตามสัญญาที่จะเรียกร้องต่อผู้คัดค้านที่ 1กรณีจึงเป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาท

คำฟ้องและคำให้การ

การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตามความในมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นั้น หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญา แต่ลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เนื่องจากที่ดินติดจำนองไว้แก่ผู้ร้อง และเมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายโดยยินยอมชำระหนี้ตามสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนจำนอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้โดยปลอดจำนองลูกหนี้ไม่มีสิทธิตามสัญญาที่จะเรียกร้องต่อผู้คัดค้านที่ 1กรณีจึงเป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับ

หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับไม่ จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้คัดค้านที่ 1 จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพราะประโยชน์จะพึงได้ในการที่ผู้คัดค้านที่ 1 ใช้สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาตกได้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 หาตกได้แก่ลูกหนี้ไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่อาจปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายรายนี้ได้ การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เข้าครอบครองที่ดินของลูกหนี้นั้นเป็นไปตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายซึ่งมีผลผูกพันลูกหนี้เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินของลูกหนี้ในฐานะผู้ซื้อและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้คัดค้านที่ 1เกี่ยวด้วยที่ดินซึ่งครอบครองนั้น

ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมสิทธิยึดหน่วงที่ดินนั้นไว้จนกว่าลูกหนี้จะได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 แม้นับแต่วันที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือจนถึงวันที่ผู้คัดค้านที่ 1 ร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายเป็นเวลา 17 ปีเศษ ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงก็มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากที่ดินที่ยึดถือไว้โดยร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายจึงไม่ขาดอายุความคดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย)

ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2532ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในหนี้อันดับ 1 คือหนี้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นเงิน 51,154,528.41 บาท โดยให้ได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 96(3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 9508 ตำบลบางเมืองอำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นเงิน918,750 บาท เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2519 ผู้คัดค้านที่ 1ทำสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับลูกหนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนเมื่อวันที่10 มีนาคม 2520 แต่ลูกหนี้ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ต่อมาเมื่อลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญา ผู้คัดค้านที่ 2 มีคำสั่งให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1โดยปลอดจำนองและให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 918,750 บาท กับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะผู้คัดค้านที่ 1มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 ร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาเมื่อล่วงพ้นกำหนด 10 ปี สิทธิเรียกร้องจึงขาดอายุความ การที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยอมรับสิทธิตามสัญญาโดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินเพียง 918,750 บาท และให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยปลอดจำนอง

ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในปี 2533 และประเมินราคาไว้เป็นเงิน 3,450,000 บาทหากนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดจะเป็นประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายสิทธิตามสัญญาจึงมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้รับ หากผู้คัดค้านที่ 2 จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1 ต้องชำระเงินค่าที่ดินในราคาปัจจุบันเพื่อประโยชน์ผู้ร้องและเจ้าหนี้ทั้งหลายที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ขอให้กลับคำสั่งผู้คัดค้านที่ 2ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่าเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2519 ผู้คัดค้านที่ 1 ทำสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 9508 ตำบลบางเมือง

อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กับลูกหนี้ ในราคา 450,000 บาท โดยผู้คัดค้านที่ 1 วางมัดจำเป็นเงิน 250,000 บาท ต่อมาวันที่ 10มีนาคม 2520 ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ 200,000 บาทให้แก่ลูกหนี้ และลูกหนี้ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยถือว่าที่ดินเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 แต่ลูกหนี้ยังไม่อาจจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1เพราะที่ดินติดจำนองไว้แก่ผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 มีสิทธิยึดหน่วงที่ดินดังกล่าวไว้จนกว่าลูกหนี้จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ผู้คัดค้านที่ 2 มีคำสั่งให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้จำนองทั้งหมดจึงชอบด้วยกฎหมาย

ขอให้ยกคำร้องผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่าตามทางสอบสวนของผู้คัดค้านที่ 2 ได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1ได้ชำระเงินค่าที่ดินให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนและลูกหนี้ได้มอบการครอบครองที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 แต่ลูกหนี้ไม่อาจกระทำได้เพราะไม่สามารถไถ่ถอนจำนองจากผู้ร้อง เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ผู้คัดค้านที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญา การร้องขอให้ปฏิบัติตามสัญญาไม่ใช่เป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้ จึงไม่ต้องยื่นภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด สิทธิเรียกร้องขอให้ลูกหนี้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ขาดอายุความ

ทั้งสิทธิดังกล่าวไม่มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ การที่ผู้คัดค้านที่ 2 มีคำสั่งให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยปลอดจำนองและให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้จำนองทั้งหมด จึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องไม่ได้รับความเสียหายไม่มีอำนาจคัดค้านคำสั่งผู้คัดค้านที่ 2 ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้านทั้งสองผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า"

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า คำสั่งผู้คัดค้านที่ 2 ที่ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9508ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยปลอดจำนองและให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 918,750 บาท ไม่ชอบเพราะคดีนี้มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ 8 ราย รวมเป็นเงิน60,000,000 บาทเศษ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้มีประกันเป็นเงิน 10,000,000 บาทเศษ และหนี้ไม่มีประกันเป็นเงิน43,000,000 บาทเศษ แต่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ผู้คัดค้านที่ 1ชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยเพียง 918,750 บาท ประกอบกับทางราชการประเมินราคาที่ดินไว้ 11,500,000 บาท หากมีการขายทอดตลาดที่ดินอันเป็นหลักประกัน นอกจากจะได้รับชำระหนี้มีประกันแล้ว

ยังอาจนำไปชำระหนี้ไม่มีประกันอีกด้วย สิทธิตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายจึงมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้รับตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ผู้คัดค้านที่ 2ต้องไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญานั้น เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 2จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่มีต่อบุคคลอื่นตามความในมาตรา 122แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นั้น หมายถึงสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับหาใช่สิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับไม่ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญา แต่ลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เนื่องจากที่ดินติดจำนองไว้แก่ผู้ร้อง

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดผู้คัดค้านที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายโดยยินยอมชำระหนี้ตามสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ยเพื่อไถ่ถอนจำนอง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้โดยปลอดจำนองลูกหนี้หามีสิทธิตามสัญญาที่จะเรียกร้องต่อผู้คัดค้านที่ 1 กรณีจึงเป็นสิทธิตามสัญญาที่ผู้อื่นจะพึงได้รับ หาใช่สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับไม่ จึงไม่อยู่ในดุลพินิจของผู้คัดค้านที่ 2ที่จะพิจารณาว่าสิทธิตามสัญญาที่ผู้คัดค้านที่ 1 จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้แก่กองทรัพย์สินของลูกหนี้หรือไม่ เพราะประโยชน์ที่จะพึงได้ในการที่ผู้คัดค้านที่ 1ใช้สิทธิเรียกร้องให้ปฏิบัติตามสัญญาตกได้แก่ผู้คัดค้านที่ 1หาตกได้แก่ลูกหนี้ไม่

ผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่อาจปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายรายนี้ คำสั่งผู้คัดค้านที่ 2ที่ให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9508 ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยปลอดจำนองและให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จึงชอบแล้วที่ผู้ร้องฎีกาในข้อต่อไปว่า สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/30 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ร.5 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ทำสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายที่ดินกับลูกหนี้เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2519 โดยในวันทำสัญญาผู้คัดค้านที่ 1 วางมัดจำเป็นเงิน 250,000 บาท

ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2520 ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลืออีก 200,000 บาท ให้แก่ลูกหนี้ แต่ลูกหนี้ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เพราะที่ดินติดจำนองไว้แก่ผู้ร้องลูกหนี้จึงได้ส่งมอบที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ครอบครองโดยถือว่าที่ดินเป็นของผู้คัดค้านที่ 1 ลูกหนี้จะดำเนินการไถ่ถอนจำนองและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 โดยเร็ว เห็นได้ว่าการเข้าครอบครองที่ดินของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นไปตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายซึ่งมีผลผูกพันลูกหนี้ เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินของลูกหนี้ในฐานะผู้ซื้อและมีหนี้อันเป็นคุณประโยชน์แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เกี่ยวด้วยที่ดินซึ่งครอบครองนั้น

ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินนั้นไว้จนกว่าลูกหนี้จะได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 แม้นับแต่วันที่ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือ คือวันที่ 10 มีนาคม 2520 จนถึงวันที่ผู้คัดค้านที่ 1 ร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายเป็นเวลา 17 ปีเศษ ผู้คัดค้านที่ 1ในฐานะผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงก็มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากที่ดินที่ยึดถือไว้โดยร้องขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/27 สิทธิเรียกร้องของผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะขอให้ผู้คัดค้านที่ 2 ปฏิบัติตามสัญญาวางมัดจำจะซื้อจะขายจึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชัย เตโชพิทยากูล · ไพโรจน์ คำอ่อน · วินัส เรืองอำพัน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้