Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56276)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกาฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2536ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 218 ฎีกาฉบับนี้ เป็นฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้าม ไม่รับเป็นฎีกาของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาที่ว่าคำเบิกความของประจักษ์พยาน โจทก์แตกต่างกันในสาระสำคัญ และขัดกับเหตุผล จึงเป็นพยาน หลักฐานที่มีเหตุอันควรสงสัยเป็นอย่างยิ่งและควรยกประโยชน์ แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์กลับรับฟัง พยานหลักฐานดังกล่าว จึงเป็นการรับฟังพยานโดยไม่ชอบด้วย กฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ทั้งสองไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 75)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง,83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2536ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 75)จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 75)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์แตกต่างกันในสาระสำคัญ ขัดต่อเหตุผลและ ความเป็นจริง จึงน่าจะถือว่าพยานโจทก์มีความสงสัยตามสมควร ควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และหาก ฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอ การลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะมีความสงสัย ตามสมควรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวน และการที่ศาลจะลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ฎีกาของจำเลยทั้งสองในทั้งสองกรณีจึงเป็น ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ศาลชั้นต้น ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1199/2536พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทองโจทก์นายน้อย สุขเกษม กับพวกจำเลยนายน้อย สุขเกษม ที่ 1 นางวิไลหรือวิไร สุขเกษม ที่ 2ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2536ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 218 ฎีกาฉบับนี้ เป็นฎีกาดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้าม ไม่รับเป็นฎีกาของจำเลยทั้งสองจำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาที่ว่าคำเบิกความของประจักษ์พยาน โจทก์แตกต่างกันในสาระสำคัญ และขัดกับเหตุผล จึงเป็นพยาน หลักฐานที่มีเหตุอันควรสงสัยเป็นอย่างยิ่งและควรยกประโยชน์ แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสอง แต่ศาลอุทธรณ์กลับรับฟัง พยานหลักฐานดังกล่าว จึงเป็นการรับฟังพยานโดยไม่ชอบด้วย กฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายโปรดมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลย ทั้งสองไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ

โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 75)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคสอง,83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2536ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว (อันดับ 75)จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 75)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์แตกต่างกันในสาระสำคัญ ขัดต่อเหตุผลและ ความเป็นจริง จึงน่าจะถือว่าพยานโจทก์มีความสงสัยตามสมควร ควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และหาก

ฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดก็ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอ การลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยนั้น เห็นว่า การที่ศาลจะมีความสงสัย ตามสมควรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยข้อเท็จจริงในสำนวน และการที่ศาลจะลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ฎีกาของจำเลยทั้งสองในทั้งสองกรณีจึงเป็น ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก ศาลชั้นต้น ไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เธียรไท สุนทรนันท · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · สนัด หมายสวัสดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้