Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5639/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติ ญญัติการธนาคารพาณิชย์กำหนดว่า ผู้ใดจะกระทำการแทนธนาคารต่างประเทศโดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักรหรือธนาคารพาณิชย์ใดนอกจากสาขาธนาคารต่างประเทศ จะตั้งสำนักงานเพื่อกระทำการแทนธนาคารพาณิชย์ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย พระราชบัญญัติดังกล่าวห้ามสาขาธนาคารต่างประเทศตั้งสำนักงานเพื่อกระทำแทนไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจประเภทธนาคารพาณิชย์ หากจำเลยจะตั้งสำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทยจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ดังนั้น สำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้จัดตั้ง จึงเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยในประเทศไทยในการติดต่อกับบุคคลทั่วไปเท่านั้น ประกอบกับหนังสืออนุญาตของธนาคารแห่งประเทศไทยที่อนุญาตให้จำเลยตั้งสำนักงานผู้แทนในประเทศไทยระบุว่า สำนักงานผู้แทนของจำเลยจะต้องไม่ประกอบธุรกิจอันใดอันเข้าลักษณะการประกอบการธนาคารพาณิชย์ จึงแสดงให้เห็นว่า สำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทยไม่มีอำนาจดำเนินการแทนจำเลยตามวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ สำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทย จึงไม่ใช่สาขาธนาคารของจำเลยในประเทศไทย ภูมิลำเนาของนิติบุคคลนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ว่า ได้แก่สำนักงานแห่งใหญ่หรือที่ตั้งทำการหรือถิ่นที่ได้เลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งหรือถิ่นที่มีสาขาสำนักงานในส่วนกิจการอันทำ ณ ที่นั้น สำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ใช่ที่ตั้งทำการหรือถิ่นที่ได้เลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการ ตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งของจำเลย จำเลยจึงไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย โจทก์จึงไม่อาจยื่นฟ้องจำเลยในศาลประเทศไทยได้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 71 ป.พ.พ. มาตรา 797 ป.วิ.พ. มาตรา 4 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 4 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามกฎหมายแห่งประเทศญี่ปุ่น ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศญี่ปุ่นและในประเทศอื่นทั่วโลกในประเทศไทย จำเลยมีภูมิลำเนาที่ตั้งทำการเลขที่ 142 ตึกธนาคารกสิกรไทย ชั้น 5 ถนนสีลม แขวงสีลมเขตบางรัก กรุงเทพมหานคร โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ดำเนินการเป็นสำนักผู้แทนธนาคารจำเลยในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 17ธันวาคม 2524 เพื่อติดต่อกับบุคคลทั่วไปในประเทศไทย เมื่อวันที่29 สิงหาคม 2527 จำเลยแจ้งการเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อประโยชน์ของโจทก์ผ่านธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ และจำเลยได้แก้ไขเพิ่มเติมเล็ตเตอร์ออฟเครดิตว่า บริษัทวาคาตาเก้

จำกัด ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ได้ยื่นคำขอเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตกับจำเลยที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสั่งซื้อแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์จากโจทก์เป็นเงิน 777,000 เหรียญสหรัฐ จำเลยได้อนุมัติการเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ ผ่านธนาคารกรุงเทพจำกัด สำนักงานใหญ่ โจทก์ดำเนินการจัดส่งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ให้บริษัทวาคาตาเก้ จำกัด มีนายเอส ซากากิ แห่งบริษัทวาคาตาเก้จำกัด เป็นผู้ตรวจสอบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์กับลงลายมือชื่อในใบกำกับราคาสินค้าและใบตรวจสอบคุณภาพสินค้าแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัดได้จัดทำตั๋วแลกเงินมีโจทก์เป็นผู้สั่งจ่ายและมีคำสั่งให้จำเลยที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้จ่ายเงิน 777,000 เหรียญสหรัฐจำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายอ้างว่าลายมือชื่อในใบกำกับราคาสินค้าและใบตรวจสอบคุณภาพสินค้าไม่ใช่ลายมือชื่อของนายเอส

ซากากิ แห่งบริษัทวาคาตาเก้ จำกัดขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 887,961.99 เหรียญสหรัฐ พร้อมทั้งดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศญี่ปุ่นมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เล็ตเตอร์ออฟเครดิตได้ยื่นคำขอและอนุมัติโดยธนาคารจำเลยในประเทศญี่ปุ่น ธนาคารของจำเลยไม่มีสาขาในประเทศไทย จึงไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทยและไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลไทย สำนักงานผู้แทนในประเทศไทยของจำเลยที่อยู่เลขที่ 142 ตึกธนาคารกสิกรไทย ชั้น 5 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานครเป็นเพียงสำนักงานสำหรับติดต่อเท่านั้น ไม่ได้เป็นสาขาของจำเลยตามหนังสืออนุญาตให้จำเลยตั้งสำนักงานผู้แทนนั้นระบุห้ามไม่ให้สำนักงานผู้แทนประกอบธุรกิจใดอันจะเข้าลักษณะเป็นการประกอบการธนาคารพาณิชย์ ที่โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีปิดไว้

ณ ที่สำนักงานผู้แทนของจำเลย จึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในประเทศไทย จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในเล็ตเตอร์ออฟเครดิตเนื่องจากโจทก์มิได้ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขของเล็ตเตอร์ออฟเครดิต กล่าวคือ ใบกำกับราคาสินค้า ใบตรวจสอบคุณภาพสินค้า และใบตราส่งสินค้าทางอากาศเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า สำนักงานผู้แทนในประเทศของจำเลยเป็นเพียงตัวแทนที่จำเลยแต่งตั้งขึ้นในประเทศไทย มิได้มีฐานะเป็นสำนักงานสาขา อันเป็นส่วนหนึ่งของจำเลยในประเทศญี่ปุ่น ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นในประเทศไทยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 2 และมาตรา 4(2)

พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจประเภทธนาคารพาณิชย์ ถ้าหากจำเลยจะตั้งสำนักงานผู้แทนของจำเลยขึ้นในประเทศไทย จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ซึ่งตามมาตรา 7 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ความว่า ผู้ใดจะกระทำการแทนธนาคารต่างประเทศโดยมีสำนักงานติดต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักร หรือธนาคารพาณิชย์ใดนอกจากสาขาธนาคารต่างประเทศจะตั้งสำนักงานเพื่อกระทำการแทนธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร ต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขต้องปฏิบัติด้วยก็ได้

จะเห็นได้ว่าความหมายของบทบัญญัติดังกล่าวนี้ประสงค์จะควบคุมธนาคารพาณิชย์ในการจัดตั้งสำนักงานเพื่อกระทำการแทนไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร จะต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนสาขาธนาคารต่างประเทศจะตั้งสำนักงานเพื่อกระทำการแทนไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรไม่ได้ เพราะตามความในมาตรา 7 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ไม่อนุญาตให้กระทำ ดังนั้นสำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2524 จึงเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยในประเทศไทยในการติดต่อกับบุคคลทั่วไปเท่านั้น สำนักงานผู้แทนของจำเลยจึงไม่ใช่สาขาธนาคารของจำเลยในประเทศไทยแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่าในหนังสืออนุญาตของธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับลงวันที่ 17 ธันวาคม2524 ที่อนุญาตให้จำเลยซึ่งจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด

ณ ประเทศญี่ปุ่น ตั้งสำนักงานผู้แทนในประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขว่า สำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทยจะต้องไม่ประกอบธุรกิจใดอันเข้าลักษณะเป็นการประกอบการธนาคารพาณิชย์ตามนัยของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทยไม่มีอำนาจดำเนินการแทนจำเลยตามวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ได้เลย สำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทยจึงไม่ใช่สาขาธนาคารของจำเลยในประเทศไทยและเห็นว่าการยื่นคำฟ้องนั้น ตามความในมาตรา 4(2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติไว้ความว่า คำฟ้องอื่น

ๆนอกจากนี้ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ซึ่งฟ้องของโจทก์ตกอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติดังกล่าวนี้ คือ โจทก์จะต้องฟ้องยังภูมิลำเนาของจำเลย สำหรับภูมิลำเนาของจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้น ความในมาตรา 71 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วรรคแรก บัญญัติไว้ความว่า ได้แก่ถิ่นที่สำนักงานแห่งใหญ่ หรือที่ตั้งทำการ หรือถิ่นที่ได้เลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งและวรรคสองบัญญัติไว้ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่งถิ่นที่มีสาขาสำนักงานจะจัดว่าเป็นภูมิลำเนาในส่วนกิจการอันทำ ณที่นั้นด้วยก็ได้ จะเห็นได้ว่าสำนักงานผู้แทนของจำเลยในประเทศไทยที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นจากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่อยู่ในความหมายของสาขาธนาคารของจำเลย ไม่ใช่ที่ตั้งทำการหรือถิ่นที่ได้เลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งของจำเลยแต่อย่างใดทั้งสิ้น จำเลยจึงไม่มีภูมิลำเนาในประเทศไทย โจทก์ไม่อาจจะยื่นฟ้องจำเลยในศาลประเทศไทยได้พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพฑูรย์ เนติโพธิ์ · นาม ยิ้มแย้ม · โสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 807/2517

บริษัทจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศนั้นไม่มีสำนักงานสาขาในประเทศไทยแม้บริษัทจำเลยที่ 1 จะมอบให้บริษัทจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในประเทศไทยก็ยังถือไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4764/2529

การฟ้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการละเมิดเป็นการฟ้องคดีที่ไม่เกี่ยวด้วยทรัพย์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(2) ระบุว่าให้ฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือเมื่อโจทก์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2766/2528

บริษัทนอกจากมีสำนักงานแห่งใหญ่แล้ว ย่อมจะมีสาขาสำนักงานอื่นอีกได้สาขาสำนักงานแห่งใดก็คือส่วนหนึ่งของบริษัทนั่นเอง สำนักงานแห่งใหญ่และสาขาสำนักงานมีฐานะตามกฎหมายเป็นนิติบุคคลเดียวกันแต่ภูมิลำเนาอาจมีได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3844/2528

จำเลยเป็นบริษัทในต่างประเทศ สายเดินเรือเมอสก์ สาขากรุงเทพเป็นกิจการของจำเลยจึงเป็นสาขาของจำเลยเมื่อสาขาดังกล่าวมี สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตศาลชั้นต้นและได้ร่วมกระทำการ ในการขนส่งสินค้ารายพิพาท จึง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 99/2524

จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่การติดต่อซื้อขายไม้รายพิพาทโจทก์เคยติดต่อกับจำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 195 ถนนข้าวสาร กรุงเทพมหานคร ถือได้ว่าบ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้