Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2536 (เลขอ้างอิง 56410)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกาจำเลยเห็นว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยลักทรัพย์โดยมีเจตนาทุจริต นับเป็นการวินิจฉัย ผิดจากท้องสำนวน ไม่เข้าองค์ประกอบแห่งความผิดเป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย และที่ฎีกาว่าโจทก์นำสืบถึงม้วนวีดีโอเทปพิพาทเป็นการอ้างพยานวัตถุขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 242 จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ แต่การที่ศาลอุทธรณ์ มิได้วินิจฉัยถึงจึงเป็นการขัดต่อกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเช่นกัน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยด้วยหมายเหตุ มีการลงชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ข้างคำร้องแล้ว แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์หรือโจทก์ร่วม (อันดับ 40)ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) จำคุก 3 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 39)จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 40)คำสั่งที่จำเลยฎีกาอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายและอ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนก็ดี รวมทั้งการที่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์นำสืบพยานวัตถุขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 242 ก็ดี เป็นเรื่องที่จำเลยบิดเบือนข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพื่อให้เป็นข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลย จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1887/2536พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างขายทองโต๊ะกังเยาวราชโจทก์นางสาวจันทร์เพ็ญ แซ่ก๊วยจำเลยนางสาวจันทร์เพ็ญ แซ่ก๊วย จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 242ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกาจำเลยเห็นว่า

ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยลักทรัพย์โดยมีเจตนาทุจริต นับเป็นการวินิจฉัย ผิดจากท้องสำนวน ไม่เข้าองค์ประกอบแห่งความผิดเป็นฎีกา ในปัญหาข้อกฎหมาย และที่ฎีกาว่าโจทก์นำสืบถึงม้วนวีดีโอเทปพิพาทเป็นการอ้างพยานวัตถุขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 242 จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้ แต่การที่ศาลอุทธรณ์ มิได้วินิจฉัยถึงจึงเป็นการขัดต่อกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเช่นกัน โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ของจำเลยด้วยหมายเหตุ มีการลงชื่อรับสำเนาคำร้องไว้ที่ข้างคำร้องแล้ว แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์หรือโจทก์ร่วม (อันดับ 40)ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า

จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(11) จำคุก 3 ปีศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 39)จำเลยยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 40)คำสั่งที่จำเลยฎีกาอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายและอ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนก็ดี รวมทั้งการที่ จำเลยฎีกาว่าโจทก์นำสืบพยานวัตถุขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 242 ก็ดี เป็นเรื่องที่จำเลยบิดเบือนข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพื่อให้เป็นข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลย จึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรินทร์ นาควิเชียร · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · สุวรรณ ตระการพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้