คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑, ๒๗๗,๒๗๙, ๓๑๗ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๕ มาตรา ๓, ๙พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ.๒๕๒๖ มาตรา ๔
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๗ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๕ มาตรา ๙ กระทงหนึ่ง จำคุก ๕ ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๙ วรรคแรก แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๒๕ มาตรา ๓กระทงหนึ่ง จำคุก ๓ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๗ วรรคแรก แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๕)พ.ศ.๒๕๒๕ มาตรา ๓ อีก ๑๑ กระทง จำคุกกระทงละ ๗ ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทง คงจำคุกจำเลย๕๐ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานอนาจาร ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย ๓ ปี จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวล-กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคแรก คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ และมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้มาเรียกผู้เสียหายไปที่บ้านจำเลยโดยที่บ้านจำเลยไม่มีภริยาอยู่ และจำเลยได้กอดผู้เสียหายในขณะที่นั่งดูโทรทัศน์ที่บ้านของจำเลย และวินิจฉัยว่า การที่จำเลยมาพาผู้เสียหายไปที่บ้านของตนขณะที่ไม่มีคนอยู่และกระทำการแสดงออกที่ไม่สมควรทางเพศเช่นนั้น
การกระทำของจำเลยเป็นการบ่งชี้เจตนาให้เห็นตั้งแต่มาเรียกผู้เสียหายไปจากบ้านของผู้เสียหาย เพื่อไปที่บ้านจำเลยซึ่งอยู่ห่างไกลกับบ้านของผู้เสียหาย แสดงให้เห็นว่ามีจุดมุ่งหมายที่จะพาผู้เสียหายไปเพื่อการไม่สมควรทางเพศ จึงถือว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร ถึงแม้ว่าในขณะที่จำเลยมาพาผู้เสียหายไปนั้น มารดาของผู้เสียหายไม่ได้อยู่บ้านโดยไปทำงานก็ตามแต่ก็ต้องถือว่าผู้เสียหายอยู่ในความปกครองดูแลของมารดา การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารนั้นเป็นการแยกผู้เยาว์ไปจากอำนาจปกครองของมารดาโดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม ส่วนความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายตามฟ้องจริง และที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษนั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ในการกระทำของจำเลย ซึ่งมีหน้าที่เป็นครู อันเป็นหน้าที่ที่จะต้องสร้างเยาวชนให้เป็นคนดีมีความสามารถและเป็นอาชีพที่บุคคลทั่วไปให้ความเคารพนับถือ แต่จำเลยกลับกระทำการอันเป็นเรื่องบัดสีต่อนักเรียนที่จะต้องให้การอบรมโดยอาศัยความเกรงกลัวและความเคารพนับถือที่นักเรียนมีต่อครู มาเป็นโอกาสกระทำการจนผู้เสียหายซึ่งอยู่ในวัยที่ต้องเจริญเติบโตต้องมาเสียอนาคตไปกับการกระทำของจำเลยจึงไม่มีเหตุใด ๆ ที่จะให้ความปรานีแก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.