Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5672/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยที่ 1 จะไม่มีหน้าที่โดยตรงในการรับชำระเงินค่าไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติจะมีคำสั่งด้วยวาจาจากผู้บังคับบัญชาให้พนักงานในแผนกหมุนเวียนช่วยเหลือกันในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับใบเสร็จรับเงินและเงินสดจากผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 รับเงินค่าใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าแล้วเบียดบังเป็นของตน จึงมีความผิดฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดการเป็นของตนโดยทุจริต และเป็นการกระทำที่มีเจตนาเบียดบังตามวาระที่ผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละรายชำระ จึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ก. ได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนกันยายนและตุลาคม 2541 ซึ่งมีการระบุจำนวนเงินแน่นอนแล้ว เมื่อ ก. นำเงินไปชำระแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการรับชำระเงินค่าไฟฟ้าและออกใบเสร็จรับเงิน ย่อมไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะต้องเขียนค่าไฟฟ้าทั้งสองจำนวนลงในเศษกระดาษอีก ทั้งการประทับตรายางว่า ชำระเงินแล้วโดยมีลายมือชื่อจำเลยที่ 2 และวันเดือนปีกำกับในเศษกระดาษดังกล่าว ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทำเป็นหลักฐานมอบให้แก่ ก. ว่าได้ชำระเงินแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการออกใบเสร็จรับเงินตามระเบียบของผู้เสียหาย คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 จึงชอบแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3, 4, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 91, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดต่างกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 จำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 7 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 35 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 10 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 23 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยทั้งสองให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดการเป็นของตนโดยทุจริต และเป็นการกระทำความผิดอันเป็นกรรมเดียวหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่คุมลูกหนี้ค่าไฟฟ้าเท่านั้น การคุมใบเสร็จรับเงินและรับเงินค่าไฟฟ้าไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินไปจึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 นั้น เห็นว่า แม้ตามประวัติย่อพนักงานและคำสั่งของผู้เสียหายจะระบุว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่คุมบัญชีลูกหนี้ค่าไฟฟ้า แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายพันธุ์ชัย

หัวหน้าแผนกบัญชีและการเงิน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 ว่า ในทางปฏิบัติจะมีคำสั่งด้วยวาจาให้พนักงานในแผนกหมุนเวียนช่วยเหลือกันปฏิบัติหน้าที่ โดยในการรับเงินช่วงพักเที่ยงได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับใบเสร็จรับเงินและเงินสดแล้วส่งมอบให้จำเลยที่ 2 ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ดังนี้ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับใบเสร็จรับเงินและเงินสดจากผู้ใช้ไฟฟ้าด้วย เมื่อจำเลยที่ 1 รับเงินค่าใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าแล้วเบียดบังเป็นของตน จึงเป็นความผิดฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดการเป็นของตนโดยทุจริต และเป็นการกระทำที่มีเจตนาเบียดบังตามวาระที่ผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละรายชำระ จึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

ไม่ใช่ความผิดอันเป็นกรรมเดียวดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ว่า ไม่ปรากฏว่าผู้ใช้ไฟฟ้าตามใบเสร็จรับเงินที่อยู่กับจำเลยที่ 2 ค้างชำระค่าไฟฟ้านั้น เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐเบียดบังทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่จัดการเป็นของตนโดยทุจริต

สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายนางสาวกิจการ กับนายดวงแก้ว หรือไม่ โจทก์มีนายพันธุ์ชัย หัวหน้าแผนกบัญชีและการเงินซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 เบิกความเป็นพยานว่า พยานตรวจสอบพบว่าผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งสองรายดังกล่าวไม่ได้รับใบเสร็จรับเงิน โดยรายนางสาวกิจการมีเศษกระดาษที่จำเลยที่ 2 บันทึกว่ารับเงินแล้ว มอบให้เท่านั้น โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้ จึงเป็นการกระทำที่ผิดปกติในหน้าที่ของจำเลยที่ 2 เห็นว่า นางสาวกิจการได้รับใบแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้าระหว่างเดือนกันยายนและตุลาคม 2541 ซึ่งมีการระบุจำนวนเงินแน่นอนแล้ว เมื่อนางสาวกิจการนำเงินไปชำระแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการรับชำระเงินค่าไฟฟ้าและออกใบเสร็จรับเงิน

ย่อมไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 2 จะต้องเขียนค่าไฟฟ้าทั้งสองจำนวนลงในเศษกระดาษอีก ทั้งการประทับตรายางว่าชำระเงินแล้วโดยมีลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 และวันเดือนปีกำกับในเศษกระดาษดังกล่าว ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาทำเป็นหลักฐานมอบให้แก่นางสาวกิจการว่าได้ชำระเงินแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการออกใบเสร็จรับเงินตามระเบียบของผู้เสียหาย อีกทั้งโจทก์ยังมีคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การที่ระบุว่า จำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นกันในการไม่นำเงินค่าไฟฟ้าเข้าบัญชีผู้เสียหายแต่นำมาแบ่งกัน ซึ่งไม่ใช่คำให้การซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิด เพราะจำเลยที่ 1 ก็ถูกดำเนินคดีด้วย จึงสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานโจทก์ได้

นอกจากนี้หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ทำหนังสือยอมรับว่าจำเลยที่ 2 นำเช็คส่วนตัวของจำเลยที่ 2 มาใช้แทนเงินสดที่ได้รับเป็นจำนวน 10 ฉบับ รวมเป็นเงิน 271,404.29 บาท ทำหนังสือยอมรับความเสียหายที่ก่อขึ้นโดยทำบันทึกขอผ่อนชำระหนี้ ทำหนังสือขอไม่ให้ผู้เสียหายดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 และทำหนังสือยอมรับว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเงินของผู้เสียหายไปใช้ในการมิชอบ ซึ่งสนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำให้การซัดทอดของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักนั้น เห็นว่า นอกจากคำให้การของจำเลยที่ 1 จะมิใช่คำซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดแล้ว โจทก์ก็มีพยานบุคคลและพยานเอกสารที่มีน้ำหนักเพียงพอต่อการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 และศาลเพียงแต่นำคำให้การของจำเลยที่ 1 มารับฟังประกอบพยานหลักฐานโจทก์เท่านั้น

พยานหลักฐานจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า โจทก์ไม่ได้นำสืบว่าประธานกรรมการและกรรมการของผู้เสียหายเป็นใครมีจำนวนเท่าใด และมีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายอย่างไร หนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์จึงไม่ผูกพันผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ทั้งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรแก่การวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · นพพร โพธิรังสิยากร
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายอรรถสิทธิ์ ร่มไทรทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายอิสสระ นิ่มละมัย
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.6707/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2544/2545
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ272/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้