Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5677/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมาย ให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอื่นดังเช่นที่บัญญัติไว้สำหรับคดีแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ไม่ แม้โจทก์ทั้งสามกับบริษัท ส. ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ จะเป็นคู่ความเดียวกันและพยานหลักฐานของจำเลยจะเป็นชุดเดียวกันกับจำเลยเคยอ้างและนำสืบในคดีอาญาก่อนมาแล้วก็ตาม เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคดีนี้โดยฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาก่อนซึ่งถึงที่สุด โดยมิได้วินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ เป็นการขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 186 (5) และมาตรา 227 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสามฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 91

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายธีรภัณฑ์ โจทก์ที่ 3 ถึงแก่ความตาย นายดุสิต บุตรของโจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 1 ปี 6 เดือน โจทก์ทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 โจทก์ที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายพงศธร บุตรของโจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความรับกันและไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ทำสัญญารับจ้างกรมทางหลวงสร้างทางสายพิมาย - หินดาด ตามที่ประมูลได้ โดยแบ่งงานเป็น 16 งวด ต่อมาบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ทำสัญญาจ้างเหมาช่วงให้โจทก์ที่ 1 สร้างทางสายดังกล่าวตั้งแต่งวดที่ 8 ถึง 16 ต่อจากที่บริษัทได้สร้างไว้ตามหนังสือสัญญาจ้างและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาและมอบเครื่องจักรให้โจทก์ที่ 1 ใช้ในการก่อสร้างทาง ในระหว่างงวดงานที่ 15 โจทก์ที่ 1 ได้ขนย้ายเครื่องจักรไป ต่อมาบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด โดยจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการได้มอบอำนาจให้นายธนศักดิ์

น้องของจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน คือ ลักเครื่องจักรซึ่งเป็นของบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัดไป ภายหลังพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องกล่าวหาโจทก์ทั้งสามตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1155/2529 หมายเลขแดงที่ 606/2533 ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ทั้งสามร่วมกันลักเครื่องจักรของบริษัทไปและบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ในชั้นพิจารณาเมื่อจำเลยได้เบิกความในคดีสรุปความได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 (โจทก์ที่ 1 คดีนี้) ได้เข้าทำงานสร้างถนนต่อ จำเลยที่ 1 ได้ยืมเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง

ๆ เครื่องจักรนั้นเป็นของโจทก์ร่วม (บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด คดีนี้) จำเลยที่ 1 ไม่เคยติดต่อจะซื้อเครื่องจักรกับโจทก์ร่วมเลยและจำเลยที่ 3 (โจทก์ที่ 3 คดีนี้) สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยคดีนี้ 200,000 บาท เป็นค่าตอบแทนในการเข้าทำงานและเครื่องจักรให้ยืมไปใช้มิได้มอบการครอบครองให้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสาม(โจทก์ทั้งสามคดีนี้) มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยมีการชำระราคาแล้ว กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ขายจึงโอนไปยังโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสามไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

พิพากษายืน มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 นำข้อเท็จจริงในคดีอาญาคดีก่อนซึ่งศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ขายเครื่องจักรที่ใช้งานสร้างทางให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว มารับฟังและวินิจฉัยเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากที่ปรากฏในสำนวนหรือไม่ เห็นว่า ในการพิพากษาคดีอาญาหาได้มีบทบัญญัติของกฎหมายให้ศาลจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาในคดีอื่นดังเช่นที่บัญญัติไว้สำหรับคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้นไม่ แม้โจทก์ทั้งสามกับบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ซึ่งมีจำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ จะเป็นคู่ความเดียวกันและพยานหลักฐานของจำเลยจะเป็นชุดเดียวกันกับจำเลยเคยอ้างและนำสืบในคดีอาญาก่อนมาแล้วก็ตาม

เพราะในคดีอาญาศาลจะต้องใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง จะไม่พิพากษาลงโทษจำเลยจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยคดีนี้โดยฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุด โดยมิได้วินิจฉัยตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (5) และมาตรา 227 ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาใหม่ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า

การที่จำเลยเบิกความในคดีอาญาคดีก่อนตามฟ้องโจทก์เป็นการเบิกความตามความเป็นจริงและโดยสุจริตหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาสรุปความได้ว่า ข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้เป็นความจริงดังที่จำเลยเบิกความในคดีอาญาคดีก่อน กล่าวคือ จำเลยในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ให้โจทก์ที่ 1 ยืมเครื่องจักรที่โจทก์ทั้งสามลักไปเพื่อใช้ในการสร้างทางต่อตามที่โจทก์ที่ 1 รับเหมาช่วงกับบริษัท จำเลยในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทมิได้ขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้องโจทก์ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามมีโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่ 1 มาเบิกความว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง

จำกัด ว่าจ้างโจทก์ที่ 1 สร้างทางสายพิมาย - หินดาด งวดงานที่ 8 ถึง 16 ต่อจากที่บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ทำไว้ โดยตกลงขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 ในราคา 16,000,000 บาท แต่ภายหลังบริษัทส่งมอบเครื่องจักรให้ไม่ครบ จึงมีการหักราคาเครื่องจักรไปบางส่วน คงเหลือราคาเครื่องจักร 6,470,000 บาท และมีการทำหนังสือส่งมอบเครื่องจักรกันไว้ปรากฏตามหนังสือสัญญาจ้างและข้อตกลงต่อท้ายสัญญา บัญชีเครื่องจักรและหนังสือส่งมอบรถและเครื่องจักร ในการชำระราคาเครื่องจักร โจทก์ที่ 1 วางเงินมัดจำให้แก่จำเลย 200,000 บาท และภายหลังได้ชำระราคาให้แก่จำเลยอีก 50,000 บาท โดยชำระด้วยเช็คและมีการเรียกเก็บเงินตามเช็คแล้วตามสำเนาเช็คและใบรับเช็คกับเช็คและต้นขั้วเช็ค

ราคาส่วนที่เหลือจำเลยได้มีหนังสือถึงธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ให้หักเงินค่าจ้างที่โจทก์ที่ 1 จะได้รับเป็นค่าเครื่องจักรและค่ากล้อง 6,500,000 บาท ตามหนังสือเรื่องขอให้ช่วยหักเงินผู้รับเหมา ซึ่งธนาคารได้หักเงินให้บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด แล้ว ส่วนจำเลยเบิกความว่า โจทก์ที่ 1 ยืมเครื่องจักรของบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ไปใช้ ดังนี้ พยานหลักฐานรวมทั้งคำเบิกความของจำเลยล้วนขัดกับหลักฐาน คือ ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจ้างและหนังสือที่จำเลยมีถึงธนาคารให้หักเงินชำระค่าเครื่องจักร ซึ่งหากเป็นการยืมกันจริงจำเลยก็น่าจะทำหลักฐานกันไว้ว่าเป็นเรื่องยืมเครื่องจักร ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องมาทำหลักฐานกันไว้ว่าเป็นเรื่องซื้อขายเครื่องจักรให้ขัดแย้งกับที่จำเลยอ้างเช่นนั้น

ทั้งจำเลยเองก็เบิกความรับว่าจำเลยไม่รู้จักโจทก์ทั้งสามมาก่อน ยิ่งไม่สมเหตุผลว่าจะให้บุคคลที่เพิ่งรู้จักและเพิ่งติดต่อธุรกิจกันยืมเครื่องจักรซึ่งมีมูลค่าค่อนข้างสูงไปใช้โดยมิได้ทำหลักฐานใด ๆ กันไว้ อันเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของบุคคลที่ประกอบธุรกิจเยี่ยงจำเลย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ได้ขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 แล้ว ที่จำเลยนำสืบและฎีกาอ้างมาในทำนองว่า ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ยังมิได้หักเงินค่าเครื่องจักร 6,470,000 บาท ให้แก่บริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ก็ไม่ใช่เป็นประเด็นโดยตรงแห่งคดีและไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามตามที่วินิจฉัยมาฟังได้แล้วว่า

โจทก์ที่ 1 กับบริษัทเสรีภัณฑ์การโยธาและก่อสร้าง จำกัด ตกลงซื้อขายเครื่องจักรกัน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมโอนไปยังโจทก์ที่ 1 ทันที การชำระราคาหาใช่เป็นเงื่อนไขแห่งการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ทั้งสามได้ ฉะนั้น การที่จำเลยเบิกความต่อศาลในคดีอาญาคดีก่อนว่าเป็นเรื่องให้ยืมเครื่องจักร ไม่เคยติดต่อซื้อขายเครื่องจักรให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จเพราะขัดแย้งกับเอกสารและเหตุผลตามที่กล่าวมา และข้อความดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีที่มีผลต่อการวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในการพิจารณาคดีอาญาถึงขนาดเป็นผลให้แพ้ชนะคดีกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธงชัย เสนามนตรี · อภิรัตน์ ลัดพลี · กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายวินิจ เนตรแจ่มศรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1930/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ946/2538
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ783/2539
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้