Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 56805)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2535 ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยก็มิได้ว่ากล่าว กันมาในศาลอาญาและศาลอุทธรณ์แต่อย่างไร คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยืนลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี ตามศาลอาญา จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่รับฎีกา และต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาอีก เมื่อวันที่30 มีนาคม 2535 ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ยื่นพ้นกำหนด และเป็นฎีกาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้วตามฎีกาฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 2 คงมีสิทธิเพียงยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลที่ไม่รับฎีกาเท่านั้น ไม่มีสิทธิยื่นฎีกา ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 2 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 37)ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่แก้ไขแล้ว รวมสองกระทงให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน รวมสองกระทงเป็นปรับ จำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนอันเป็น ประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 15,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 35 แผ่นที่ 2 และ 36)จำเลยที่ 2 จึงยื่นฎีกาอุทธรณ์คำสั่ง (ควรเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง) นี้ (อันดับ 37)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น เป็นฎีกา ใน ปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1360/2535พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์บริษัทจัดหางานวี ที พี จำกัด กับพวกจำเลยนางสาวธัญลักษณ์ ทองแก้ว จำเลยที่ 2ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 224ความว่า จำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2535 ศาลชั้นต้นสั่งว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเป็นฎีกาใน ปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยก็มิได้ว่ากล่าว กันมาในศาลอาญาและศาลอุทธรณ์แต่อย่างไร คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยืนลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี ตามศาลอาญา จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่รับฎีกา และต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ยื่นฎีกาอีก เมื่อวันที่30 มีนาคม 2535 ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ยื่นพ้นกำหนด และเป็นฎีกาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ศาลมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้วตามฎีกาฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2535 จำเลยที่ 2 คงมีสิทธิเพียงยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลที่ไม่รับฎีกาเท่านั้น ไม่มีสิทธิยื่นฎีกา ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 2 เห็นว่า

ฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 37)ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ที่แก้ไขแล้ว รวมสองกระทงให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 6 เดือน รวมสองกระทงเป็นปรับ จำเลยที่ 1 จำนวน 20,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 12 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนอันเป็น ประโยชน์แก่การพิจารณา

นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้หนึ่งในสี่คงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 15,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 35 แผ่นที่ 2 และ 36)จำเลยที่ 2 จึงยื่นฎีกาอุทธรณ์คำสั่ง (ควรเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง) นี้ (อันดับ 37)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น เป็นฎีกา ใน ปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลิต ประไพศาล · อากาศ บำรุงชีพ · ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561

จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9888/2558

จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.4 ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5559/2556

คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้