Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 56851)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ทุกข้อเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์พิพาท ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ทั้งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่ง พิพากษาคดีนี้ก็มีคำสั่งว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง ดังกล่าว จึงไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสามจำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 120,467 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จสิ้นจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 93,101)จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยื่นอุทธรณ์ (คำร้อง) นี้โดยเสียค่าขึ้นศาล (ควรจะเป็นค่าคำร้อง) มา 200 บาท และศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่า ผู้ฎีกายื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาเกินกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234ให้ส่งสำนวน ไปศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง (อันดับ 103)อนึ่งในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยไม่ได้นำเงิน ค่าฤชาธรรมเนียมหรือหาประกันมาวางศาล แต่ศาลได้ทำการยึดทรัพย์สิน ของจำเลยไว้แล้ว (อันดับ 73)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับรองให้จำเลยทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2535 แล้วศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสามทุกข้อในวันเดียวกันโดยแยกจดคำสั่งดังกล่าวไว้ ในรายงานกระบวนพิจารณาอีกฉบับหนึ่ง แม้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยมิได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวในรายงาน กระบวนพิจารณาอีกฉบับหนึ่งนั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้บรรยายมาในคำร้องนั้นว่าเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2535ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งหมด จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2535จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาในวันที่ 15 มิถุนายน 2535 ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบห้าวัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้วางเงินหรือหาประกันสำหรับหนี้ที่จะต้องชำระตาม คำพิพากษา อีกด้วย คำร้อง ของ จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงมิชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234ประกอบด้วย มาตรา 247 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ คืนค่าคำร้อง ที่เกินมา 160 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1875/2535เด็กชายธันยวีธ์ วีรีรัตน์ กับพวกโจทก์เด็กชายเสถียร ฉกามานนท์ กับพวกจำเลยนายวิเชียร ฉกามานนท์ ที่ 2ผู้ยื่นคำร้องนางลี่กุง ฉกามานนท์หรือแซ่เบ๊ ที่ 3 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 230, ม. 234, ม. 247ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลย ทุกข้อเป็นการโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์พิพาท ในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ทั้งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่ง พิพากษาคดีนี้ก็มีคำสั่งว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริง ดังกล่าว จึงไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสามจำเลยที่ 2 และที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใดหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ซึ่งปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้เป็นสาระสำคัญแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลสูง

โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกา ข้อกฎหมายของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 120,467 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จสิ้นจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 93,101)จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยื่นอุทธรณ์ (คำร้อง) นี้โดยเสียค่าขึ้นศาล (ควรจะเป็นค่าคำร้อง) มา 200 บาท และศาลชั้นต้น มีคำสั่งว่า ผู้ฎีกายื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาเกินกำหนด 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234ให้ส่งสำนวน ไปศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่ง (อันดับ 103)

อนึ่งในการยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยไม่ได้นำเงิน ค่าฤชาธรรมเนียมหรือหาประกันมาวางศาล แต่ศาลได้ทำการยึดทรัพย์สิน ของจำเลยไว้แล้ว (อันดับ 73)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับรองให้จำเลยทั้งสามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2535 แล้วศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสามทุกข้อในวันเดียวกันโดยแยกจดคำสั่งดังกล่าวไว้ ในรายงานกระบวนพิจารณาอีกฉบับหนึ่ง แม้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยมิได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวในรายงาน กระบวนพิจารณาอีกฉบับหนึ่งนั้น แต่เมื่อจำเลยที่ 2และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2535 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้บรรยายมาในคำร้องนั้นว่าเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2535ศาลชั้นต้นได้อ่านคำสั่งของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์และมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งหมด จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2535จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาในวันที่ 15 มิถุนายน 2535 ล่วงพ้นกำหนดเวลาสิบห้าวัน

นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้วางเงินหรือหาประกันสำหรับหนี้ที่จะต้องชำระตาม คำพิพากษา อีกด้วย คำร้อง ของ จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงมิชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234ประกอบด้วย มาตรา 247 ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ คืนค่าคำร้อง ที่เกินมา 160 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมศักดิ์ วิธุรัติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2662/2538

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย เพราะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 จำเลยยื่นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริง อธิบดีผู้พิพากษาศ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18325/2556

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินและมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในคราวเดียวกัน จำเลยจะต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกามายังศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 ด้วย ทั้งต้องนำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5499/2550

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ทางแก้ของจำเลยที่ 1 คือต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6941/2549

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 45/2548

การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 252 ต้องปฏิบัติตามมาตรา 234 ประกอบมาตรา 247 คือนอกจากเสียค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา และนำค่าธรรมเนียมทั้งปวงที่ต้องชดใช้ตามมาตรา 229 มาวางศาลแล้ว จะต้องนำเงินม…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้