Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5695/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สถานประกอบการโจทก์ที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำหนังสือแจ้งการประเมินไปส่งเป็นภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของโจทก์ ในวันนั้นมีพนักงานของโจทก์อยู่ที่สถานประกอบการแต่ไม่มีผู้ใดยินยอมรับหนังสือแจ้งการประเมิน เพราะหากพนักงานของโจทก์ยินยอมรับหมาย ก็ไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานของจำเลยจะต้องไปเชิญเจ้าพนักงานตำรวจทำการปิดหมาย จึงฟังไม่ได้ว่า การกระทำของเจ้าพนักงานของจำเลยเป็นการกระทำโดยไม่ชอบตาม ป.รัษฎากร มาตรา 8 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตนได้..." และวรรคสองบัญญัติว่า "การตรวจดูเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการตรวจดูเอกสาร หรือการจัดทำสำเนาเอกสารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง" เมื่อพิจารณามาตรา 31 ดังกล่าวทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองประกอบกัน จะเห็นได้ว่า การตรวจดูเอกสารหาใช่เป็นบทบัญญัติที่รับรองเพียงแต่สิทธิในการตรวจดูเอกสารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจัดทำสำเนาเอกสารด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/1.1 - 1.4/2552 จำนวน 4 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2557

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด 1 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 และกรณีไม่ใช่การขอแก้ไขถ้อยคำที่พิมพ์ผิดพลาด จึงไม่อนุญาต โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลภาษีอากรกลาง ที่ไม่อนุญาตตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ดังกล่าว

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ภายหลังศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ กรณีจึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรในการพิจารณาและมีคำสั่งคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ดังกล่าว คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว และเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดที่ศาลภาษีอากรกลางอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของโจทก์ แต่รับเป็นคำแถลงการณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 และยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2546 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 โดยโจทก์ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลชำระไว้เกินสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 และปี 2546 เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจวิเคราะห์งบการเงินและแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสองรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว และขออนุมัติออกหมายเรียกตามประมวลรัษฎากรเพื่อตรวจสอบภาษี ซึ่งได้รับอนุมัติให้ออกหมายเรียกดังกล่าวและได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการออกหมายเรียกสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2545 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2548 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินถึงโจทก์

ประกอบด้วย หนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 จำนวน 1 ฉบับ เลขที่ กค 0710.05/3.5/01 ไม่มีภาระภาษี แต่จากการปรับปรุงการคำนวณกำไรสุทธิใหม่ทำให้ผลขาดทุนสุทธิเปลี่ยนแปลงไป มีผลขาดทุนสะสมยกไปลดลง หนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เลขที่ ภ.ง.ด. 73.1 - 02011030 - 25510114 - 002 - 00001 มีภาษีต้องชำระ 52,651.03 บาท เบี้ยปรับ 52,651.03 บาท เงินเพิ่ม 34,749.68 บาท รวมเป็นเงิน 140,051.74 บาท หนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายสำหรับปี 2545 และปี 2546 เลขที่

ภ.ง.ด. 73.1 - 02011030 - 25510114 - 002 - 00002 มีภาษีต้องชำระ 9,840.74 บาท เงินเพิ่ม 8,985.05 บาท รวมเป็นเงิน 18,825.79 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2545 ถึงธันวาคม 2546 เลขที่ ภพ. 73.1 - 02011030 - 25510114 - 005 - 00074 ถึง 00086 จำนวน 13 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 14 มกราคม 2551 มีภาษีต้องชำระ 670,081.03 บาท เบี้ยปรับ 1,051,220.11 บาท เงินเพิ่ม 504,841.90 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน พิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทุกประเภทภาษี ตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.2/อธ.3/1.1 - 1.4/2552 จำนวน 4 ฉบับ ทุกฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกมีว่า

การออกหมายเรียกของเจ้าพนักงานของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์อุทธรณ์อ้างว่า การอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกเป็นการปฏิบัติทางปกครองและต้องมีการแจ้งคำสั่งทางปกครองดังกล่าวให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า การออกหมายเรียกเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 19 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์อ้างต่อไปว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินไม่ปรากฏว่าเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการออกหมายเรียกนั้น โจทก์ไม่นำสืบว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในการออกหมายเรียกที่โจทก์อ้างไม่มีอำนาจในการออกหมายเรียกเพราะเหตุใด จึงเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเหตุผลสนับสนุน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นเจ้าพนักงานประเมินไม่ปรากฏว่าเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายในการออกหมายเรียกดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า การส่งหนังสือแจ้งการประเมินและใบแนบหนังสือแจ้งการประเมิน

ชอบด้วยมาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากร หรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคลใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้นในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณ ภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่งให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว และอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นผู้รับนั้นก็ได้" และมาตรา 8 วรรคสอง บัญญัติว่า "กรณีไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ หรือบุคคลนั้นออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ใช้วิธีปิดหมายหนังสือแจ้ง หรือหนังสืออื่นแล้วแต่กรณี ในที่ซึ่งเห็นได้ง่าย

ณ ที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้น หรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้งสุดท้าย หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้นก็ได้" ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า สถานประกอบการโจทก์ที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำหนังสือแจ้งการประเมินไปส่งให้แก่โจทก์เป็นภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของโจทก์ และในวันที่ 15 มกราคม 2551 กรรมการโจทก์มิได้อยู่ที่สถานประกอบการโจทก์ สำหรับการส่งหนังสือแจ้งการประเมิน ที่จำเลยมีนางสาวแก้วขวัญเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีและรายงานการปิดหมายที่ดาบตำรวจธนิสรลงลายมือชื่อเป็นพยาน ยืนยันว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 ช่วงเช้า

นางสาวแก้วขวัญและเจ้าพนักงานของจำเลยได้นำหนังสือแจ้งการประเมินไปส่งให้แก่โจทก์ ณ สถานประกอบการ ในวันนั้นมีพนักงานของโจทก์อยู่ในสถานประกอบการแต่ไม่มีผู้ใดยินยอมรับหนังสือแจ้งการประเมินนั้น มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะหากพนักงานของโจทก์ยินยอมรับหมายจากเจ้าพนักงานของจำเลย ก็ไม่มีเหตุที่เจ้าพนักงานของจำเลยจะต้องไปเชิญเจ้าพนักงานตำรวจมาทำการปิดหมาย ส่วนที่โจทก์มีนางสุชาณัฐเบิกความว่า ช่วงเช้าเจ้าพนักงานของจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจมาที่สถานประกอบการโจทก์ ปิดหนังสือแจ้งการประเมินที่หน้าประตูที่ทำการโจทก์ทันที ทั้งที่มีพนักงานของโจทก์นั่งทำงานอยู่เป็นจำนวนมากนั้น การเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นการเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เจ้าพนักงานของจำเลยกับเจ้าพนักงานตำรวจไปดำเนินการปิดหมาย

มิใช่เหตุการณ์ในเวลาที่เจ้าพนักงานของจำเลยไปส่งหนังสือแจ้งการประเมินในครั้งแรกแล้วไม่มีผู้ใดในสถานประกอบการโจทก์ยินยอมรับหนังสือแจ้งการประเมินอันเป็นเหตุให้ต้องมีการปิดหนังสือแจ้งการประเมินในเวลาต่อมา พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ กรณีจึงฟังไม่ได้ว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 ช่วงเช้า เจ้าพนักงานของจำเลยและเจ้าพนักงานตำรวจที่สถานประกอบการโจทก์ ปิดหนังสือแจ้งการประเมินที่หน้าประตูที่ทำการโจทก์ทันที ทั้งที่มีพนักงานของโจทก์นั่งอยู่เป็นจำนวนมาก อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยประมวลรัษฎากร มาตรา 8 ดังที่โจทก์อ้าง อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการต่อไปมีว่า

การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและการพิจารณาอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 หรือไม่ เห็นว่า เนื้อหาตามอุทธรณ์ของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่า การกระทำของเจ้าพนักงานของจำเลยเป็นการปฏิเสธสิทธิของโจทก์ในการตรวจดูเอกสารเพื่อโต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 31 โดยมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตนได้..." และวรรคสอง บัญญัติว่า "การตรวจดูเอกสาร ค่าใช้จ่ายในการตรวจดูเอกสาร หรือการจัดทำสำเนาเอกสารให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"

เมื่อพิจารณามาตรา 31 ดังกล่าวทั้งวรรคหนึ่งและวรรคสองประกอบกัน จะเห็นได้ว่า การตรวจดูเอกสารตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง หาใช่เป็นบทบัญญัติที่รับรองเพียงแต่สิทธิในการตรวจดูเอกสารเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจัดทำสำเนาเอกสารด้วย ซึ่งทางพิจารณาได้ความว่า โจทก์ขอตรวจสอบและขอคัดถ่ายเอกสารเพื่อใช้ประกอบการยื่นคำอุทธรณ์การประเมินสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาจำเลยโดยนายนิยม สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 พิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบตามที่เจ้าพนักงานของจำเลยมีความเห็นว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้แจ้งผลการตรวจสอบให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทราบทุกประเด็น และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ได้ชี้แจงคัดค้านในประเด็นที่ไม่เห็นด้วย

ประกอบกับใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินก็ได้แจ้งรายละเอียดประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นผลให้ประเมินภาษีเพิ่มเติมไว้แล้ว ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ก็สามารถดำเนินการได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องขอเอกสารไปประกอบกับคำชี้แจงอีก เพราะทราบรายละเอียดทุกประเด็นอยู่แล้ว ตามบันทึกข้อความลงวันที่ 31 มกราคม 2551 สำหรับชั้นแจ้งผลการตรวจสอบภาษีให้แก่โจทก์ทราบ แม้จำเลยมีนางสาวแก้วขวัญ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีอากรรายโจทก์ เบิกความว่า เจ้าพนักงานของจำเลยได้ให้โอกาสโจทก์โดยผู้รับมอบอำนาจมาให้ถ้อยคำชี้แจงพร้อมส่งเอกสารประกอบหลายครั้ง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 วันที่ 2 มีนาคม 2549 แต่ก็ปรากฏว่าภายหลังการแจ้งผลการตรวจสอบภาษี

เจ้าพนักงานของจำเลยได้ปรับปรุงผลการตรวจสอบให้โจทก์มีภาษีอากรที่ต้องประเมินเปลี่ยนแปลงไปจากผลการตรวจสอบเดิม โดยมีผลต่างสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นเงิน 20,565.73 บาท และมีผลต่างสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 เป็นเงิน 5,830,320.45 บาท แล้วจำเลยโดยนายนิยม สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 11 มีคำสั่งเห็นชอบให้มีการประเมินเรียกเก็บภาษีอากรตามผลการตรวจสอบที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งผลการตรวจสอบที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวแก่โจทก์ ตามบันทึกข้อความลงวันที่ 9 มกราคม 2551 แสดงว่า โจทก์ยังมิได้รับทราบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายหรือเหตุผลในการตรวจสอบภาษีที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลตามการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานประเมินตามผลการตรวจสอบภาษี ก็ปรากฏว่า นอกจากเจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีจากเอกสารหลักฐานที่ได้รับจากโจทก์ เจ้าพนักงานประเมินยังนำเอกสารหลักฐานอื่นใช้ในการประเมินภาษีด้วย กล่าวคือ สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2545 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 ส่วนรายได้ มีข้อมูลสอบยันกับหน่วยราชการอื่น ส่วนรายจ่าย มีข้อมูลการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้รับเหมางานจากโจทก์ หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่คัดจากระบบเครือข่ายรัษฎากร ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีข้อมูลสอบยันกับส่วนราชการอื่นและเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้อง

สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 มกราคม 2546 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2546 ส่วนรายได้ มีข้อมูลสอบยันกับหน่วยราชการอื่น ข้อมูลภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (4117) ของกรมสรรพากรและผลสอบยันข้อมูลกับสำนักชลประทาน ที่ 15 อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนรายจ่าย มีข้อมูลการยื่นแบบแสดงรายการภาษีของบุคคลธรรมดาที่เป็นผู้รับเหมางานจากโจทก์ หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่คัดจากระบบเครือข่ายรัษฎากร ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีข้อมูลสอบยันกับส่วนราชการอื่นและเอกสารทางบัญชีที่เกี่ยวข้อง ตามผลการตรวจสอบ โดยทางพิจารณาก็ไม่ปรากฏว่าเอกสารทั้งหลายดังกล่าวเป็นเอกสารที่โจทก์สามารถจัดหาได้ด้วยตนเองโดยวิธีการอื่นใด

ทางพิจารณายังได้ความต่อไปตามบันทึกข้อความที่จัดทำโดยเจ้าพนักงานของจำเลย เจ้าพนักงานของจำเลยอนุญาตให้โจทก์ตรวจดูและคัดลอกรายละเอียดเอกสารได้ทุกฉบับ แต่กลับไม่อนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสาร ยิ่งเป็นการบ่งชี้ว่า ไม่มีเอกสารฉบับใดที่เจ้าพนักงานของจำเลยเห็นว่า กรณีมีเหตุยกเว้นโดยกฎหมายห้ามมิให้โจทก์ตรวจดูเอกสาร และไม่มีเหตุผลพิเศษอื่นใดอีกที่เจ้าพนักงานของจำเลยนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสาร ตามพฤติการณ์ดังกล่าวทั้งหมดไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่า โจทก์มีหลักฐานเพียงพอที่จะใช้ประกอบการยื่นคำอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และการที่เจ้าพนักงานของจำเลยไม่อนุญาตให้โจทก์คัดสำเนาเอกสารนั้น

เจ้าพนักงานของจำเลยมีคำสั่งโดยไม่ปรากฏเหตุยกเว้นตามกฎหมายหรือเหตุผลพิเศษอื่นใดอีก ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของจำเลยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสารจึงเป็นการปฏิเสธสิทธิของโจทก์ในการตรวจดูเอกสารเพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงหรือป้องกันสิทธิของตน อันไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 31 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อการขอตรวจดูและจัดทำสำเนาเอกสารของโจทก์เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินแต่เกิดก่อนที่โจทก์ยื่นคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรให้เพิกถอนเฉพาะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยอนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสารที่โจทก์มีสิทธิตรวจดูได้ตามกฎหมายเพื่อประกอบการจัดทำคำอุทธรณ์ของโจทก์เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดทำสำเนาเอกสารดังกล่าว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า หนังสือแจ้งการประเมิน และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง รายละเอียด และเหตุผลอย่างชัดแจ้ง ทั้งไม่ใช่กรณีที่ไม่ต้องแสดงเหตุผลอันเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และใบแนบหนังสือแจ้งการประเมิน เป็นเอกสารที่ไม่มีการลงนามของเจ้าพนักงานและการส่งใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินไม่ชอบด้วยมาตรา 8 แห่งประมวลรัษฎากร

นั้น ทางพิจารณาได้ความว่า เจ้าพนักงานของจำเลยจัดทำใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินเพื่อให้หนังสือแจ้งการประเมินมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์แล้ว การส่งใบแนบหนังสือแจ้งการประเมินดังกล่าว จำเลยจึงยังสามารถดำเนินการได้ก่อนสิ้นสุดกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสาม กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ และไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนเฉพาะคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และให้จำเลยอนุญาตให้โจทก์จัดทำสำเนาเอกสารที่โจทก์มีสิทธิตรวจดูได้ตามกฎหมายเพื่อประกอบการจัดทำคำอุทธรณ์ของโจทก์เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้จัดทำสำเนาเอกสารดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · นิพันธ์ ช่วยสกุล
ศาลล่าง
ศาลภาษีอากรกลาง - นางสาวจินดาวรรณ แสงกาญจนวนิช
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ภษ.43/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ135/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ170/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกภาษีอากร
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้