Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 56952)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก จำเลยไม่เกิน 5 ปี ฎีกาของจำเลยที่ 4 ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกาจำเลยที่ 4 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในประเด็นที่ว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องหรือไม่นั้น เป็นประเด็นหารือบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 จึงเป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 4ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 158 แผ่นที่ 3-4)ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 หลบหนีจึงให้ จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ที่แก้ไขแล้ว ให้จำคุก 6 ปีจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149ประกอบ มาตรา 86 ที่แก้ไขแล้ว ให้จำคุก 4 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับ จำเลยที่ 2และต่อมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยที่ 3เข้ามอบตัว ศาลชั้นต้นจึงยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป และศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่างยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 มีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 151,152)จำเลยที่ 4 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 155)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้จับรถบรรทุกดินและคนของผู้เสียหาย ในข้อหาขุดดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 4ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ได้จับรถบรรทุกดินและ คนของผู้เสียหาย เป็นฎีกาที่โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมา จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 4ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2201/2535พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่โจทก์นายสาโรช ยิ้มสรวล กับพวกจำเลยนายบุญแถมหรือสุแถม ศรีเงิน จำเลยที่ 4ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 224ความว่า จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก จำเลยไม่เกิน 5 ปี ฎีกาของจำเลยที่ 4 ล้วนเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับฎีกาจำเลยที่ 4 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 4 ในประเด็นที่ว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องหรือไม่นั้น เป็นประเด็นหารือบทกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 จึงเป็นปัญหา ข้อกฎหมาย โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 4ไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 158 แผ่นที่ 3-4)ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 หลบหนีจึงให้

จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ที่แก้ไขแล้ว ให้จำคุก 6 ปีจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149ประกอบ มาตรา 86 ที่แก้ไขแล้ว ให้จำคุก 4 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับ จำเลยที่ 2และต่อมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 จำเลยที่ 3เข้ามอบตัว ศาลชั้นต้นจึงยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป และศาลชั้นต้นพิพากษา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3ศาลอุทธรณ์ภาค 2

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืนจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต่างยื่นฎีกาและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 มีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 151,152)จำเลยที่ 4 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 155)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้จับรถบรรทุกดินและคนของผู้เสียหาย ในข้อหาขุดดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 4ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ได้จับรถบรรทุกดินและ คนของผู้เสียหาย เป็นฎีกาที่โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมา จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 4ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุชาติ สุขสุมิตร · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · เธียรไท สุนทรนันท
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561

จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9888/2558

จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.4 ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5559/2556

คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้