Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 56978)

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็น ปัญหาข้อกฎหมาย โดยฎีกาข้อ 2.1 เป็นปัญหาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาข้อ 2.2 เป็นปัญหาว่า เอกสารหมาย จ.2 ไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแต่เป็น การแบ่งมรดกโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฎีกาข้อ 2.4เป็นปัญหา ว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นผู้บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ของ ผู้อื่น จึงไม่มีความผิดทางอาญา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสามด้วยหมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 95 แผ่นที่ 2,94 แผ่นที่ 2)ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,365 ประกอบด้วยมาตรา 362เป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ ปรับ 2,000 บาท ฐานบุกรุก จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุกคนละ 1 ปี และปรับ 6,000 บาท คำให้การชั้นจับกุมและ สอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ฯลฯศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ปรับจำเลยทั้งสาม คนละ 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 91)จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 92)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ปรับจำเลย ทั้งสามคนละ 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น คู่ความย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219ฎีกาของ จำเลยทั้งสามทุกข้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2310/2535พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานีโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นางบับ คณาดา กับพวกโจทก์นายอ่อน หน่อปาล์ม หรือหน่อปราม กับพวกจำเลยนายอ่อน หน่อปาล์ม ที่ 1 นายทอน หน่อปาล์ม ที่ 2ผู้ยื่นคำร้องนายออน หน่อปาล์ม ที่ 3 จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 219ความว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ไม่รับฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสามเป็น ปัญหาข้อกฎหมาย โดยฎีกาข้อ 2.1 เป็นปัญหาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาข้อ 2.2 เป็นปัญหาว่า

เอกสารหมาย จ.2 ไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแต่เป็น การแบ่งมรดกโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฎีกาข้อ 2.4เป็นปัญหา ว่า จำเลยทั้งสามไม่ได้เป็นผู้บุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ของ ผู้อื่น จึงไม่มีความผิดทางอาญา โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสามด้วยหมายเหตุ โจทก์และโจทก์ร่วมต่างได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 95 แผ่นที่ 2,94 แผ่นที่ 2)

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,365 ประกอบด้วยมาตรา 362เป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ ปรับ 2,000 บาท ฐานบุกรุก จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุกคนละ 1 ปี และปรับ 6,000 บาท คำให้การชั้นจับกุมและ สอบสวนของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 2 ปี ฯลฯศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ปรับจำเลยทั้งสาม คนละ 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว(อันดับ 91)จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 92)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอไว้ มีกำหนด 2 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ปรับจำเลย ทั้งสามคนละ 4,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้น คู่ความย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219ฎีกาของ จำเลยทั้งสามทุกข้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประสิทธิ์ แสนศิริ · วิทวัส อยู่วัฒนา · ไพศาล รางชางกูร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือน 10 วัน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 1 เดือน 10 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพียงแต่พิพากษาแก้ในส่วนกำหนดเวลาที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3277/2566

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1689/2566

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 278 วรรคหนึ่ง, 365 (1) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานบุกรุกโดยใช้กำลัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1230/2566

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษหลังลดโทษแล้วจำคุก 3 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษหลังลดโทษแล้วจำคุก 1 เดือน 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนเช่นกัน จึงต้อ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้