Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5729/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พยานหลักฐานของโจทก์คงมีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และแถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 แม้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นพิจารณาของศาลได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 ตรี วรรคสี่ แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบให้รับฟังได้ว่า คำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และแถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าวน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังลงโทษจำเลยได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 282, 283 ทวิ, 319 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 52

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคแรก, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานเพื่อให้สนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหาหรือชักพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งบุคคลอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร

แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไป ซึ่งบุคคลอายุเกินกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี แม้บุคคลนั้นจะยินยอมก็ตาม ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง และฐานค้ามนุษย์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคสอง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 75 ปี ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดา

ผู้ปกครองและผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 15 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลยมีกำหนด 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นมารดาของเด็กหญิง พ. ขณะเกิดเหตุอายุ 13 ปีเศษ นางสาวภัทราดาหรือฟาง ผู้เสียหายที่ 1 ขณะเกิดเหตุอายุ 17 ปีเศษ เป็นบุตรของนางสุดาทิพย์ ผู้เสียหายที่ 2 ขณะเกิดเหตุเด็กหญิง พ. และผู้เสียหายที่ 1 เรียนอยู่ที่โรงเรียน ส. จังหวัดสุรินทร์ โดยเด็กหญิง พ. เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ส่วนผู้เสียหายที่ 1 เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้เสียหายที่ 1 เป็นหญิงมีลักษณะและความประพฤติเป็นผู้ชายซึ่งเรียกกันว่า "ทอม" ได้ผูกสัมพันธ์กับเด็กหญิง พ. ฉันชู้สาวในลักษณะหญิงรักหญิงหรือเรียกกันว่า "ทอมกับดี้" ผู้เสียหายทั้งสองแจ้งความต่อพันตำรวจโทราชศักดิ์

พนักงานสอบสวนให้ดำนินคดีแก่จำเลยโดยกล่าวหาว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปค้าประเวณีหรือขายตัวในที่ต่างๆ หลายแห่ง หลายครั้ง พันตำรวจโทราชศักดิ์ได้สอบคำให้การผู้เสียหายที่ 1 โดยมีพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ และนางอุไรวรรณ น้องสาวของผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมฟังการสอบสวนด้วย การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 จำเลยไปสถานีตำรวจภูธรเมืองสุรินทร์ จึงถูกจับกุมแจ้งข้อหาดำเนินคดีนี้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความเป็นพยาน ทางนำสืบของโจทก์ได้ความสรุปว่า ผู้เสียหายที่ 2 และนางอุไรวรรณได้รับทราบจากคำบอกเล่าของผู้เสียหายที่ 1 ว่า จำเลยเป็นผู้พาผู้เสียหายที่ 1 ไปค้าประเวณีกับชายครั้งแรกที่โรงแรมในเมืองพัทยา

จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นพาผู้เสียหายไปค้าประเวณีกับชายหลายคนที่โรงแรมต่างๆ ทั้งนี้จำเลยเป็นผู้รับเงินค่าตัวผู้เสียหายที่ 1 จากชายที่มาซื้อบริการทางเพศ ผู้เสียหายที่ 1 ยอมทำตามที่จำเลยบังคับพาไปค้าประเวณี ทั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่จำเลยยินยอมให้ผู้เสียหายที่ 1 คบหากับเด็กหญิง พ. บุตรของตนในทางชู้สาวลักษณะ "ทอมกับดี้" ต่อไปได้ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ความผิดเกี่ยวกับเพศ มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่จำเลยถูกกล่าวหาว่าพาผู้เสียหายที่ 1 ไปค้าประเวณีตามรีสอร์ตและโรงแรมต่างๆ หลายแห่ง ต่างกรรมต่างวาระกัน จำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอดทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า

จำเลยมิได้กระทำความผิด สาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 กล่าวหาจำเลย เนื่องจากจำเลยกีดกันมิให้เด็กหญิง พ. บุตรของจำเลยคบกับผู้เสียหายที่ 1 เนื่องจากผู้เสียหายที่ 1 มีนิสัยเป็นทอมและพาเด็กหญิง พ. หนีออกจากบ้าน จำเลยได้ออกตามหาและพูดขู่ต่างๆ นานา ว่าอย่าให้เจอ ถ้าเจอจะฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ให้ตาย และมีคนนำความไปบอกเล่าให้ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. ทราบ ทำให้ทั้งสองคนกลัวและหลบหนีไป เด็กหญิง พ. โทรศัพท์มาบอกจำเลยให้เลิกติดตาม มิฉะนั้นจะมาแจ้งความ มีคนมาบอกจำเลยว่าทั้งสองคนไปแจ้งความแล้ว จำเลยจึงไปพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบถามจึงถูกแจ้งข้อหาและจับกุมตัวดำเนินคดีเป็นคดีนี้ พนักงานสอบสวนจะต้องฉุกคิดว่า คำกล่าวหาร้ายแรงของผู้เสียหายที่ 1 เป็นความจริงหรือไม่ โดยการพาผู้เสียหายที่ 1 ไปนำชี้โรงแรมที่เกิดเหตุ

สอบถามพนักงานต้อนรับของโรงแรมที่เกิดเหตุหรือขอบันทึกภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของโรงแรมมาตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร รวมทั้งสอบสวนความประพฤติของผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. จากพยานแวดล้อมคืออาจารย์ที่โรงเรียน ส. จังหวัดสุรินทร์ ที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าถูกจำเลยพาไปค้าประเวณี ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง พ. มีพฤติกรรมอย่างไร แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการสอบสวนพยานแวดล้อมกรณีในลักษณะดังกล่าว กลับได้ความจากคำเบิกความของนายศิริพงษ์ อาจารย์ประจำชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของผู้เสียหายที่ 1 และนางบังอร รองผู้อำนวยการโรงเรียน ส. จังหวัดสุรินทร์ ที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยในทำนองเดียวกันว่า จำเลยเคยมาขออนุญาตนางบังอรเข้าพบผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงเรียน

ส. จังหวัดสุรินทร์ ผู้เสียหายที่ 1 ไม่กล้าลงไปพบอ้างว่ากลัวจะถูกจำเลยทำร้าย นางบังอรจึงให้นายศิริพงษ์พาผู้เสียหายที่ 1 ลงไปพบจำเลยในห้อง นายศิริพงษ์จึงทราบว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับครอบครัวที่จำเลยไม่ต้องการให้ผู้เสียหายที่ 1 คบกับเด็กหญิง พ. บุตรสาวของตน นายศิริพงษ์กับนางบังอรจึงพูดว่ากล่าวตักเตือนผู้เสียหายที่ 1 ไม่ไห้คบกับบุตรสาวของจำเลย รวมทั้งเรื่องผู้เสียหายที่ 1 ขาดเรียนบ่อย อันเป็นพฤติกรรมที่ขัดกับคำให้การของผู้เสียหายที่ 1 ที่อ้างว่าจำเลยแสวงหาผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับการที่อนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 คบกับเด็กหญิง พ. ต่อไปได้ หากผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมไปค้าประเวณีกับชายอื่นตามที่จำเลยพาไป พยานหลักฐานของโจทก์คงมีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และแถบบันทึกภาพ (วิดีโอ)

การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 และวัตถุพยานตามลำดับ แม้ศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานเสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ในชั้นพิจารณาของศาลได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ตรี วรรคสี่ แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบให้รับฟังได้ว่าคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 1 และแถบบันทึกภาพ (วิดีโอ) การสอบสวนผู้เสียหายที่ 1 น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมสันต์ ศุภศาสตรสิน · สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร · สุรพันธุ์ ละอองมณี
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุรินทร์ - นางนงนุช เปรมปิยะกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายไพฑูรย์ ณัถฤทธิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.293/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ558/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ341/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้