Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57399)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกา และเห็นว่าข้อความที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่า จำเลยยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเลยจึงไม่รอการลงโทษให้นั้น ควรเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดเพราะความจริงจำเลยได้วางเงินจำนวน 100,000 บาท ไว้ต่อศาลเพื่อให้โจทก์ร่วมรับไปแล้ว กรณีจึงสมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ การที่ศาลไม่รอการลงโทษ ทำให้จำเลยต้องเสียอนาคตและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนจึงขอความกรุณาท่านอุดมมั่งมีดีซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต่อไปด้วย หมายเหตุ ระหว่างพิจารณา พันโทหญิงพรรณีชยางคเสนผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291,390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4(14),43(4),157,162 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก2 ปี ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยด้วย ฯลฯ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมต่างฎีกา (อันดับ 58,59 แผ่นที่ 3) จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(อันดับ 60 แผ่นที่ 2 และ แผ่นที่ 1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาและไม่รับคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป (อันดับ 63,82) ศาลชั้นต้นจึงส่งคำร้องดังกล่าวมาเพื่อพิจารณาสั่ง คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยได้ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องต่อศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ และจำเลยได้อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้ลดโทษให้แต่ไม่รอการลงโทษเช่นเดียวกัน เห็นได้ว่าทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นสมควรไม่รอการลงโทษจำเลยตรงกันทั้งสองศาล ในคำร้องและฎีกาของจำเลยที่ขอให้รับรองก็เพียงต้องการจะขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้จำเลย คดีจึงไม่มีข้อความที่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 307/2533พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์พันโทหญิงพรรณี ชยางคเสนโจทก์นายพิษณุ วัยวุฒิจำเลยนายพิษณุ วัยวุฒิ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 221ความว่า จำเลยได้ยื่นฎีกา และเห็นว่าข้อความที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่า จำเลยยังไม่ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมเลยจึงไม่รอการลงโทษให้นั้น ควรเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดเพราะความจริงจำเลยได้วางเงินจำนวน 100,000 บาท ไว้ต่อศาลเพื่อให้โจทก์ร่วมรับไปแล้ว กรณีจึงสมควรที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ การที่ศาลไม่รอการลงโทษ ทำให้จำเลยต้องเสียอนาคตและครอบครัวได้รับความเดือดร้อนจึงขอความกรุณาท่านอุดมมั่งมีดีซึ่งเป็นผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิจารณาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต่อไปด้วย หมายเหตุ

ระหว่างพิจารณา พันโทหญิงพรรณีชยางคเสนผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291,390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4(14),43(4),157,162 ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนักจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก2 ปี ให้เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ของจำเลยด้วย ฯลฯ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และโจทก์ร่วมต่างฎีกา (อันดับ 58,59 แผ่นที่ 3)

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(อันดับ 60 แผ่นที่ 2 และ แผ่นที่ 1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาและไม่รับคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป (อันดับ 63,82) ศาลชั้นต้นจึงส่งคำร้องดังกล่าวมาเพื่อพิจารณาสั่ง คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยได้ให้การรับสารภาพผิดตามฟ้องต่อศาลชั้นต้นแล้ว ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ และจำเลยได้อุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วได้ลดโทษให้แต่ไม่รอการลงโทษเช่นเดียวกัน เห็นได้ว่าทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นสมควรไม่รอการลงโทษจำเลยตรงกันทั้งสองศาล ในคำร้องและฎีกาของจำเลยที่ขอให้รับรองก็เพียงต้องการจะขอให้ศาลฎีการอการลงโทษจำคุกให้จำเลย คดีจึงไม่มีข้อความที่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ยกคำร้อง(อุดม มั่งมีดี-)

ข้อมูลคดี

แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 704039)

ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ผู้ฎีกายื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 713891)

ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ถือว่าเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้นั้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้