Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 577/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ปัญหาว่าค่าภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นค่าภาษีอากรหรือค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องเป็นผู้ชำระตามข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ โจทก์และจำเลยทั้งสี่เคยโต้เถียงกันมาแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาว่าปัญหาดังกล่าวคู่ความมิได้โต้เถียงกันแล้วเนื่องจากโจทก์แถลงยอมรับว่าจะเป็นผู้ชำระเอง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวอีกเป็นการไม่ชอบและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ว่าคู่ความฝ่ายใดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ดังนั้น ปัญหาดังกล่าวย่อมเป็นอันยุติ และเมื่อศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำสั่งใหม่ว่าจำเลยทั้งสี่เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาต่างตอบแทนและคู่ความยกเลิกวันนัดชำระหนี้เดิมเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีท้องถิ่น ต่อมาศาลชั้นต้นได้ไกล่เกลี่ยคู่ความและแก้ไขเหตุโต้แย้งดังกล่าว คู่ความจะต้องกำหนดวันนัดให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์และกำหนดวันให้โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสี่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ไม่ปรากฏคู่ความหรือศาลชั้นต้นได้กำหนดวันชำระหนี้ขึ้นใหม่เพื่อให้คู่ความปฏิบัติแทนวันนัดเดิมตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อหน้าที่ในการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความยังไม่ถึงกำหนดชำระ จึงยังไม่มีคู่ความฝ่ายใดตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อเนื้อหาในฎีกาของจำเลยทั้งสี่ยกขึ้นกล่าวอ้างหาได้มีข้อความส่วนใดที่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่ แต่กลับฎีกากล่าวอ้างว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดินและภาษีธุรกิจเฉพาะก็เป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ยอมชำระ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้ง ๆ ที่ปัญหาเช่นว่านั้นได้ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของจำเลยทั้งสี่เป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 72264 พร้อมบ้านเลขที่ 40/52 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์และในวันดังกล่าวให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยทั้งสี่จำนวน 400,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียม ค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โจทก์เป็นผู้ชำระ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าจำเลยทั้งสี่ตกเป็นผู้ผิดนัด และให้โจทก์ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสี่นำไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องชำระเงินใด ๆ ให้แก่จำเลยทั้งสี่ หากโจทก์ผิดนัดไม่ไปจดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านภายในกำหนด หรือมิได้ชำระเงินจำนวน 400,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสี่ภายในวันดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสี่ริบเงินที่โจทก์ชำระไว้แก่จำเลยทั้งสี่ได้ทั้งหมด

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เมื่อถึงวันนัดโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงิน โจทก์และจำเลยทั้งสี่ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขาสามพราน เพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ เนื่องจากโจทก์และจำเลยทั้งสี่ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าคู่ความฝ่ายใดจะต้องเป็นผู้ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีท้องถิ่น ขอให้ศาลนัดพร้อมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดพร้อม ในวันนัดพร้อมทนายความโจทก์แถลงว่า ปัญหาเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น โจทก์ยินยอมที่จะเป็นผู้ชำระ แต่ทนายความจำเลยทั้งสี่แถลงว่า จำเลยทั้งสี่ยังไม่สามารถโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ศาลจึงให้เลื่อนไปนัดสอบถามตัวจำเลยที่ 4 เมื่อถึงวันนัดคู่ความแถลงร่วมกันว่า คดีตกลงกันได้โดยจำเลยทั้งสี่ประสงค์จะโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสี่ได้ขายสิ่งปลูกสร้างบ้านแบบทาวน์เฮาส์บนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นซึ่งก็ได้เข้ามาอยู่อาศัยแล้วจำเลยทั้งสี่จะไปเจรจาให้บุคคลดังกล่าวออกไปเสียก่อน กับขอให้ศาลเลื่อนไปนัดพร้อมใหม่เมื่อถึงวันนัด ทนายความจำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นตีความสัญญาประนีประนอมยอมความว่าคู่ความฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ค่าภาษีอากรตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่รวมถึงค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ว่าคู่ความฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้องของจำเลยทั้งสี่ฉบับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสี่เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นกำหนดวันนัดให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์และกำหนดวันนัดให้โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสี่ 400,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะตามสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความระบุชัดเจนว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดิน และภาษีธุรกิจเฉพาะก็เป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ไม่ยอมชำระ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เห็นว่า คดีนี้ในปัญหาที่ว่าค่าภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นค่าภาษีอากรหรือค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องเป็นผู้ชำระตามข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ ปรากฏว่าโจทก์และจำเลยทั้งสี่เคยโต้เถียงกันมาแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาลงวันที่ 29 มกราคม 2545 ว่าปัญหาดังกล่าวคู่ความมิได้โต้เถียงกันแล้วเนื่องจากโจทก์แถลงยอมรับว่าจะเป็นผู้ชำระเอง

การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวอีกเป็นการไม่ชอบและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ว่าคู่ความฝ่ายใดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้องของจำเลยทั้งสี่ ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ต่อไป คดีถึงที่สุดโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ดังนั้น ปัญหาว่าโจทก์หรือจำเลยทั้งสี่ฝ่ายใดจะต้องเป็นผู้ชำระค่าภาษีธุรกิจเฉพาะย่อมเป็นอันยุติแล้ว และศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำสั่งใหม่ในปัญหาว่าคู่ความฝ่ายใดผิดสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวแล้ววินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสี่เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า

สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสัญญาต่างตอบแทนและคู่ความยกเลิกวันนัดชำระหนี้เดิมเป็นการชั่วคราวเนื่องจากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีท้องถิ่น ต่อมาศาลชั้นต้นได้ไกล่เกลี่ยคู่ความและแก้ไขเหตุโต้แย้งดังกล่าวไปแล้ว คู่ความจะต้องกำหนดวันนัดให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านพิพาทให้แก่โจทก์และกำหนดวันให้โจทก์ชำระเงินให้แก่จำเลยทั้งสี่จำนวน 400,000 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความหรือศาลชั้นต้นได้กำหนดวันชำระหนี้ขึ้นใหม่เพื่อให้คู่ความปฏิบัติแทนวันนัดเดิมตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เมื่อหน้าที่ในการชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดชำระ จึงยังไม่มีคู่ความฝ่ายใดตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาเมื่อเนื้อหาในฎีกาของจำเลยทั้งสี่ยกขึ้นกล่าวอ้างหาได้มีข้อความส่วนใดที่โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวนี้ว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างไรไม่ แต่กลับฎีกากล่าวอ้างว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการโอนที่ดินและภาษีธุรกิจเฉพาะก็เป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่ง

เมื่อโจทก์ไม่ยอมชำระ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้ง ๆ ที่ปัญหาเช่นว่านั้นได้ถึงที่สุดไปแล้วตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงวันที่ 29 มกราคม 2545 นั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสี่จึงเป็นฎีกาที่มิได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสี่

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุรศักดิ์ สุวรรณประกร · สมศักดิ์ เนตรมัย · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 770/2562

เมื่อข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง ที่โจทก์จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นได้ การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 4 รับวินิจฉัยให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2556

คำว่า "ฉ้อฉล" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้ความหมายว่า ใช้อุบายหลอกลวงโดยเอาความเท็จมากล่าวเพื่อให้เขาหลงผิด ดังนั้นข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 6 ที่ว่า จำเลยร้องไห้โอดคร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12456/2556

ข้อที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า วิธีการตรวจสอบที่ตั้งของที่ดินพิพาทของนายอำเภอเขาค้อยังมีเหตุชวนให้น่าเคลือบแคลงสงสัยถึงความโปร่งใส และน่าจะมีการฉ้อฉลเกิดขึ้นในขั้นตอนดังกล่าวนั้น มิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7152/2553

ป.พ.พ. มาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้" การสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 จึงอาจเ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 45292)

อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การแบ่งที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุแต่เพียงจำนวนเนื้อที่ที่แบ่งให้แก่โจทก์และบุคคลอื่นเป็นการแบ่งอย่างเลื่อนลอยไม่ชัดเจน ไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินที่ได้รับแบ่งตั้งอยู่ส่วนใด…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้