คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ผู้รับพินัยกรรมได้รู้ถึงสิทธิที่ตนมีอยู่ตามพินัยกรรมและพ้นกำหนดสิบปีนับแต่เจ้ามรดกตาย คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้และในทุก ๆ ชั้นศาลที่แล้วมาให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่ง ในชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นครั้งก่อน โจทก์อุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาย้อนสำนวนมาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เท่านั้นมิได้ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ และสำหรับจำเลยในชั้นฎีกาก็เช่นเดียวกัน จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์จำเลยไปโจทก์อุทธรณ์หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์และจำเลยยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้นัดพร้อมในวันนัดพร้อมคู่ความรับกันว่าจำเลยถึงแก่กรรมแล้วจริง โจทก์แถลงขอสืบหาทายาทของจำเลยเพื่อเรียกเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลย ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2530 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นหมายเรียกนางสำเนียง
พุทโธ ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลย นางสำเนียงยื่นคำแถลงว่าจำเลยถูกฟ้องในฐานะตัวแทนของทายาทกองมรดกนางกิมเฮี๊ยะหรือกิมเฮียะ มงคลความรับผิดย่อมเป็นของทายาทกองมรดกดังกล่าวโดยเฉพาะ ไม่มีกฎหมายให้ตนเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยในกรณีเช่นนี้ได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นเห็นว่ามีเหตุผลใดอันชอบด้วยกฎหมายที่จะให้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยได้ก็ไม่ขัดข้องที่จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยแล้วการที่จำเลยจะมีฐานะเป็นอะไรในสำนวนย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่งเมื่อจำเลยถึงแก่กรรม คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจึงมีสิทธิที่จะเรียกทายาทเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลย และมีคำสั่งให้นางสำเนียง พุทโธ เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า
พินัยกรรมของเจ้ามรดกสมบูรณ์ใช้บังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ดำเนินการเอาทรัพย์มรดกไปแบ่งให้โจทก์ตามข้อกำหนดในพินัยกรรม เมื่อจำเลยถึงแก่กรรมแล้วผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามพินัยกรรมแทนจำเลยต่อไป พิพากษากลับ ให้จำเลยแบ่งเงินและทรัพย์สินอันเป็นมรดกของนางกิมเฮี๊ยะหรือกิมเฮียะหรือเฮียะ มงคล จำนวน 2,000,000 บาทให้แก่โจทก์ สำหรับที่ดินถ้าไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้นำออกประมูลขายแล้วจ่ายเงินให้โจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในเรื่องการเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยของนางสำเนียง พุทโธเสียก่อน
ที่จำเลยฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกซึ่งเป็นตัวแทนของทายาท เมื่อจำเลยถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เรียกนางสำเนียงเข้ามาเป็นคู่ความแทนจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ในกรณีที่จำเลยถึงแก่กรรมขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ย่อมเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางสำเนียงเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบและศาลอุทธรณ์ก็มิได้มีคำสั่งในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่าผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่กรรมมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามพินัยกรรมแทนจำเลยต่อไปดังนี้
พอถือได้ว่าศาลอุทธรณ์อนุญาตให้นางสำเนียงเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยแล้ว แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมเฮี๊ยะหรือกิมเฮียะหรือเฮียะ มงคล เมื่อจำเลยถึงแก่กรรมแล้วสิทธิและหน้าที่ของจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลงเพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก หาได้ตกทอดไปยังทายาทของจำเลยไม่ ข้อเท็จจริงตามคำร้องของโจทก์และคำแถลงของนางสำเนียงคงได้ความแต่เพียงว่า นางสำเนียงเป็นทายาทของจำเลยเท่านั้นไม่ปรากฏว่านางสำเนียงเป็นผู้ปกครองทรัพย์มรดกหรือมีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกของนางกิมเฮี๊ยะหรือกิมเฮียะหรือเฮียะมงคล แต่อย่างใด นางสำเนียงจึงไม่สามารถจะปฏิบัติตามคำพิพากษาได้หากในที่สุดจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ในกรณีเช่นนี้นางสำเนียงย่อมไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยได้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปโดยที่ไม่มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไปพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้นางสำเนียง พุทโธ เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลย ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 และตามนัยดังกล่าวก่อน แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.