Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 580/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 สามีผู้ตายขับรถแทรกเตอร์มีกระบะพ่วงท้ายผู้ตายนั่งมาด้วยในรถกระบะโดยมิได้ติดโคมไฟท้ายรถกระบะให้มีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล จำเลยขับรถโดยสารแล่นตามหลังไม่อาจมองเห็นรถที่โจทก์ขับในระยะไกล จึงไม่อาจหยุดรถหรือหลบหลีกได้ทันเกิดชนกันเสียหาย ดังนี้ ถือว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น โจทก์ที่ 1มีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 บุตรของผู้ตาย หนึ่งในสามส่วน(อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 676/2524) การที่จำเลยชดใช้ค่าทำศพให้ ส. ซึ่งมิใช่บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เป็นการชำระให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาค่าทำศพ ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 298 จำเลยจึงยังต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นบุตรผู้ตายที่มีสิทธิเรียกร้องค่าทำศพผู้ตายอยู่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีชอบด้วยกฎหมายของนางนงเยาว์โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นบุตรโจทก์ที่ 1 กับนางนงเยาว์ จำเลยที่ 1 ที่ 2ร่วมกันมีรถยนต์โดยสารประจำทางรับส่งคนโดยสารประจำเส้นทางโดยหาประโยชน์ร่วมกัน จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จำเลยที่ 3ได้ขับขี่รถยนต์โดยสารจากจังหวัดนครราชสีมาจะไปจังหวัดนครสวรรค์อันเป็นการกระทำในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และด้วยความประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์โดยสารพุ่งเข้าชนท้ายรถแทรกเตอร์ ซึ่งมีนางนงเยาว์กับโจทก์ที่ 1และผู้อื่นนั่งอยู่ ทำให้รถแทรกเตอร์พังเสียหาย นางนงเยาว์ถึงแก่ความตายโจทก์ที่ 1 ได้รับบาดเจ็บ

โจทก์ทั้งสี่ขาดไร้อุปการะที่จะได้รับจากผู้ตายค่าใช้จ่ายในการทำศพนางนงเยาว์ ค่ายาและค่ารักษาพยาบาลโจทก์ที่ 1รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 392,118 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1ที่ต้องขาดรายได้เดือนละ 1,600 บาท จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิได้เป็นลูกจ้างกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 เหตุที่เกิดขึ้นมิใช่เป็นความประมาทของจำเลยที่ 3 แต่เป็นความประมาทของคนขับรถแทรกเตอร์ เพราะรถไม่มีโคมไฟและไฟสัญญาณ โจทก์ทั้งสี่เรียกร้องค่าเสียหายสูงเกินความจริง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า รถยนต์โดยสารคันเกิดเหตุเป็นของจำเลยที่ 2ผู้เดียว จำเลยที่ 2 ไม่เคยแบ่งผลประโยชน์ให้จำเลยที่ 1 เหตุที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทของโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขับรถแทรกเตอร์คันเกิดเหตุและได้ต่อรถพ่วงโดยไม่มีสัญญาณไฟที่รถพ่วง หากโจทก์ที่ 1 ไม่นำรถมาพ่วงหรือได้ติดโคมไฟให้สัญญาณไฟไว้ การชนกันก็จะไม่เกิดขึ้น

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายเกินความจริง ฟ้องโจทก์ข้อนี้เคลือบคลุม โจทก์มิได้จัดการศพผู้ตาย ไม่มีสิทธิเรียกค่าทำศพ นายเสงี่ยมบิดาของนางนงเยาว์ได้รับเงินค่าทำศพไปจากจำเลยที่ 2 แล้วสัญญาว่าจะไม่เรียกค่าทำศพจากจำเลยที่ 2 และผู้อื่นอีก ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเพราะโจทก์ทิ้งฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เหตุที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทของจำเลยที่ 3ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเดินรถร่วมโดยโจทก์ที่ 1 มีส่วนประมาทอยู่ด้วยที่ขับรถแทรกเตอร์มีรถพ่วงบนถนนในเวลากลางคืนโดยไม่มีสัญญาณไฟท้ายให้จำเลยรับผิด 3 ใน 4 ส่วนของค่าเสียหายทั้งหมด 223,932 บาท พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 167,949 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสี่ คำขอนอกจากนี้ให้ยกจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เหตุที่เกิดขึ้นโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ขับรถแทรกเตอร์มีส่วนประมาทมากกว่า สมควรให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 รับผิดเพียงหนึ่งในสามส่วนของค่าเสียหายตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด

พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยที่ 1 ที่ 2ร่วมกันใช้เงิน 74,644 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสี่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ที่ 2 ฎีกาขอให้ยกฟ้องศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ปรากฏว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 3ด้วยกันทั้งสองฝ่ายกรณีจึงต้องปรับด้วยมาตรา 442 ประกอบกับมาตรา 223 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือค่าสินไหมทดแทนอันควรจะให้ผู้เสียหายได้รับมากน้อยเพียงใด ต้องพิเคราะห์ว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเป็นข้อสำคัญ เมื่อโจทก์ที่ 1 ขับรถแทรกเตอร์มีกระบะพ่วงท้ายโดยมิได้ติดโคมไฟท้ายรถกระบะพ่วง เป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2508)

ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 70 ข้อ 1 อนุ 2 ข. ซึ่งบัญญัติไว้ว่าให้มีโคมไฟแสงแดงติดไว้ที่ท้ายรถ มีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากทางด้านหลังของรถในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร การกระทำของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 3 ซึ่งขับรถยนต์โดยสารแล่นตามหลัง ไม่อาจมองเห็นรถที่โจทก์ที่ 1 ขับได้ในระยะไกล จึงไม่สามารถหยุดรถหรือหลบหลีกได้ทันถือได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น โจทก์ที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเฉพาะแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เท่านั้น หาจำต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใดไม่ เพราะแม้แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อที่มิได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ก็ไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กันอยู่แล้ว ดังคำพิพากษาฎีกาที่ 676/2524ระหว่าง บริษัทประกันคุ้มภัย จำกัดฯ โจทก์ นายปราโมทย์ สกุลวัฒนกิจจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 หนึ่งในสามส่วน จึงเป็นการชอบด้วยพฤติการณ์แห่งละเมิดของทั้งสองฝ่ายและบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่ที่ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายเสงี่ยมมิใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนางนงเยาว์ นายเสงี่ยมจึงมิใช่ทายาทของผู้ตายที่จะมีสิทธิเรียกร้องค่าทำศพผู้ตายจากจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 จ่ายค่าทำศพผู้ตายให้แก่นายเสงี่ยม

กรณีไม่ต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 298 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ที่ได้เรียกร้องในเรื่องนี้ร่วมกับโจทก์ที่ 1 จึงหาระงับสิ้นไปไม่ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าทำศพผู้ตายแก่โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ผู้มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยที่ 3 ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นรวมค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ก่อนลดอัตราส่วนแห่งความรับผิดเป็นเงิน 154,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 รับผิดเพียงหนึ่งในสามส่วนเป็นเงินจำนวน 51,333 บาท 33 สตางค์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงิน 51,333 บาท 33 สตางค์ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ 3และที่ 4 ให้ยกฟ้องเฉพาะคดีสำหรับโจทก์ที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กิติ บูรพรรณ์ · เพียร ศรีอรุณ · ประสม ศรีเจริญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้