Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2557 (เลขอ้างอิง 580206)

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจเอก อ. ผู้ตาย ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายอ้างว่า จำเลยทั้งสองไม่แบ่งแยกสินสมรสของโจทก์ซึ่งรวมอยู่ในกองมรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งทั้งในส่วนที่เป็นที่ดินและทรัพย์สินอื่นไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายอีก ส่วนผู้ร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์ รายการที่ 58 ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ได้ ดังนี้ แม้คดีจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. บรรพ 6 แต่เมื่อประเด็นหลักในคดีเป็นเรื่องที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามคำฟ้องกึ่งหนึ่งในฐานะที่เป็นสินสมรสหรือไม่ รวมทั้งทรัพย์สินที่ผู้ร้องสอดอ้างในคำร้องสอดนั้นเป็นของผู้ร้องสอดหรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงเป็นคดีโต้เถียงกันเกี่ยวด้วยสินสมรส ซึ่งต้องบังคับตาม ป.พ.พ. บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว คดีนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจเอก อ. ผู้ตาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2500 แต่ไม่มีบุตรด้วยกันจึงรับจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรม ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 และทำพินัยกรรมไว้โดยระบุในพินัยกรรมว่า ทรัพย์สินในส่วนของผู้ตายยกให้แก่จำเลยทั้งสองและบุตรของจำเลยทั้งสอง คือ เด็กหญิง ท. และเด็กหญิง ส. และให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำสั่งตั้งให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายรวบรวมรายการทรัพย์สินของผู้ตาย รวมเป็นมูลค่า 638,374.26 บาท โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ระบุว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย จึงถือว่าเป็นสินสมรสเนื่องจากก่อนและระหว่างสมรสกันนั้นโจทก์กับผู้ตายต่างมีสินส่วนตัวและสินเดิมมาก่อน และมีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสซึ่งตามพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พ.ศ.2477 มาตรา 1468 ให้สามีเป็นผู้จัดการสินบริคณห์ ผู้ตายจึงเป็นผู้จัดการสินบริคณห์เพียงฝ่ายเดียวมาโดยตลอด ดังนั้น ทรัพย์สินที่เป็นกองมรดกของผู้ตายแม้จะมีชื่อของผู้ตายเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์มีส่วนในทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง และมีสิทธิขอลงชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีความสำคัญอื่น ๆ จำเลยทั้งสองจึงต้องแบ่งส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายออกจากส่วนที่เป็นมรดกก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือแบ่งให้แก่ทายาทอื่นตามพินัยกรรม แต่จำเลยทั้งสองอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย คงมีรายการทรัพย์สิน รวม 32 รายการ เท่านั้นที่เป็นสินสมรส การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ดำเนินการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวให้ถูกต้องทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย

ขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินที่เป็นส่วนแบ่งของสินสมรสที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่คำนวณได้ ณ วันฟ้อง จำนวน 275,863,209.70 บาท ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมตามส่วนแบ่งของสินสมรสกึ่งหนึ่งในโฉนดที่ดินเลขที่ 220 ตำบลคลองตัน (บางกะปิฝั่งใต้) อำเภอพระโขนง (บางกะปิ) กรุงเทพมหานคร (ซอยไชยยศ) โฉนดที่ดินเลขที่ 107640-107641 ตำบลประเวศ (คลองประเวศฝั่งใต้) อำเภอประเวศ (พระโขนง) กรุงเทพมหานคร (ซอยอ่อนนุช) โฉนดที่ดินเลขที่ 48396-48397 ตำบลดอกไม้ (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร (ซอยอุดมสุข) โฉนดที่ดินเลขที่ 62454 ตำบลดอกไม้ (สำโรงฝั่งเหนือ)

อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร (ซอยอุดมสุข) และโฉนดตราจองเลขที่ 1036 เล่ม 11 หน้า 36 เนื้อที่ 3 งาน 86 ตารางวา อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาต่อเจ้าพนักงานที่ดินในเขตท้องที่เพื่อจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์แทน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายจากกองมรดก ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 แบ่งส่วนของสินสมรสในบัญชีทรัพย์มรดกส่วนที่ขาดหายไป 62 รายการ คือ รายการที่ 6, 15, 22-28, 31, 43, 57 และรายการ 64-113 ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คำนวณดอกผลตามรายการทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้คำนวณ ณ วันฟ้อง และส่วนที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสจนถึงวันสิ้นสุดแห่งการสมรส (8 พฤศจิกายน 2553) ที่เป็นส่วนของสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวน 319,187,597.13 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมโจทก์กับผู้ตายมีบุตรชายด้วยกัน 2 คน แต่ถึงแก่ความตายไปตั้งแต่เป็นผู้เยาว์ ต่อมาผู้ตายกับโจทก์จึงจดทะเบียนรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบุตรบุญธรรม ภายหลังผู้ตายกับโจทก์ยังจดทะเบียนรับนาง อ. กับนาย ก. หลานสาวหลานเขยของโจทก์เป็นบุตรบุญธรรมด้วย ก่อนโจทก์กับผู้ตายจดทะเบียนสมรสกันมีข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินและการจัดการทรัพย์สินกันไว้ โดยต่างตกลงแบ่งแยกสินส่วนตัวออกจากกันและต่างครอบครองและจัดการทรัพย์สินของคู่สมรสแต่ละฝ่ายมาโดยตลอด หากมีทรัพย์สินของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีขึ้นภายหลังแล้วให้ใส่ชื่อของผู้ตายและโจทก์แยกออกจากกันและต่างไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของแต่ละฝ่ายโดยทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งทั้งในส่วนที่เป็นที่ดินและทรัพย์สินอื่นไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย คงมีเพียงทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสซึ่งจำเลยทั้งสองแจ้งให้แก่โจทก์ทราบแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายอีก ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ทรัพย์สินรายการที่ 58 ซึ่งเป็นอาคาร 7 ชั้น ที่ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 75553 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างนาง ส. จำเลยที่ 1 ผู้ร้องสอดและนาง ศ. ไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องสอด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอด

คำพิพากษาศาลล่าง

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) โจทก์ยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 75553 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เป็นของนาง ส. ที่แบ่งให้แก่บุตรซึ่งรวมถึงผู้ร้องสอดและจำเลยที่ 1 โดยในหนังสือสัญญาให้ฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2544 ข้อ 3 ระบุว่า การให้ที่ดินดังกล่าวไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าอาคาร 6 ชั้น และ 7 ชั้น ซึ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวผู้ตายเป็นผู้ว่าจ้างให้ก่อสร้าง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายระบุไว้ในรายการทรัพย์สินของผู้ตาย รายการที่ 58 ว่าอาคารดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งได้มาระหว่างสมรส

โจทก์จึงมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าวกึ่งหนึ่ง ส่วนผู้ร้องสอดซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมเฉพาะในส่วนของที่ดินไม่อาจมายื่นคำร้องสอดในคดีนี้ ขอให้ยกคำร้องสอด จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การแก้คำร้องสอดและแก้ไขคำให้การแก้คำร้องสอดว่า ผู้ตายใช้ดอกผลจากสินส่วนตัวของผู้ตายสร้างอาคาร 6 ชั้น และ 7 ชั้น ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 75553 ตำบลคลองตัน อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร อาคารดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ต่อมาขณะผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ได้มอบกรรมสิทธิ์ในอาคารแต่ละชั้นให้แก่ทายาทของผู้ตายโดยโจทก์ทราบการกระทำดังกล่าวมาโดยตลอดและไม่ได้คัดค้านประการใด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งอาคารดังกล่าว ในวันนัดพร้อมหรือนัดชี้สองสถาน

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตำรวจเอก อ. ผู้ตาย ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายอ้างว่า จำเลยทั้งสองไม่แบ่งแยกสินสมรสของโจทก์ซึ่งรวมอยู่ในกองมรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์โดยชอบ จำเลยทั้งสองให้การว่า ทรัพย์สินที่โจทก์ขอแบ่งทั้งในส่วนที่เป็นที่ดินและทรัพย์สินอื่นไม่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย คงมีเพียงทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสซึ่งจำเลยทั้งสองได้แจ้งให้แก่โจทก์ทราบแล้ว

โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์สินจากกองมรดกของผู้ตายอีก ส่วนผู้ร้องสอดอ้างว่า ผู้ร้องสอดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในอสังหาริมทรัพย์ รายการที่ 58 ซึ่งเป็นอาคาร 7 ชั้น ทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ได้ ดังนี้ แม้คดีจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 แต่เมื่อประเด็นหลักในคดีเป็นเรื่องที่ศาลต้องวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตามคำฟ้องกึ่งหนึ่งในฐานะที่เป็นสินสมรสหรือไม่ รวมทั้งทรัพย์สินที่ผู้ร้องสอดอ้างในคำร้องสอดนั้นเป็นของผู้ร้องสอดหรือเป็นสินส่วนตัวของผู้ตายหรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตาย จึงเป็นคดีโต้แย้งเถียงกันเกี่ยวด้วยสินสมรส ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว คดีนี้จึงเป็นคดีครอบครัวซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว วินิจฉัย ณ วันที่ 4 เดือน มีนาคม พุทธศักราช 2557 ดิเรก อิงคนินันท์ (นายดิเรก อิงคนินันท์) ประธานศาลฎีกา อโนชา ชีวิตโสภณ - ย่อ/ตรวจ()

ข้อมูลคดี

แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1291/2562

แม้ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 24 ศาลเยาวชนและครอบครัวต้องมีผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคน และผู้พิพากษาสมทบอีก…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2559 (เลขอ้างอิง 603220)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าหุ้นพิพาทเป็นของโจทก์และ ป. ผู้ตายซึ่งใส่ชื่อจำเลยทั้งสองไว้แทน และขอให้เพิกถอนการโอนหุ้นกลับมาเป็นของโจทก์และผู้ตายเพื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกจะนำไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของผู้ต…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2559 (เลขอ้างอิง 596145)

การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันให้นำเงินที่ได้จากการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์เมื่อโจทก์มีอายุมากและไม่มีรายได้ ตามคำสั่งของบิดาซึ่งเป็นผู…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2559 (เลขอ้างอิง 603178)

ตามคำฟ้องสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ โจทก์อ้างว่าเงินช่วยงานแต่งงานเป็นสินสมรสที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มาภายหลังที่จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายเก็บไว้ โจทก์จึงขอแบ่งเงินจากจำเลยที่ 1 ก…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2559 (เลขอ้างอิง 596144)

คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าทดแทนความเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบิดารู้เห็นยินยอม กรณีเป็นการฟ้องเรียกค่าทดแทนจา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้