Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5806/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาจำนองเป็นหนี้อุปกรณ์ จำนวนหนี้และอัตราดอกเบี้ยย่อมเป็นไปตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นหนี้ประธาน สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีไม่มีข้อตกลงให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้จึงเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามสัญญาจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ไม่ได้ มูลหนี้ประธานเกิดจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งมีรวม 5 ฉบับแต่ละฉบับกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ต่างกัน โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาแต่ละฉบับ ฉบับที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำที่สุดร้อยละ 15 ต่อปี สูงที่สุดร้อยละ 18.5 ต่อปี แต่โจทก์ฟ้องรวมกันมาโดยไม่แยกให้แน่ชัดว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับใด จำเลยที่ 1 เป็นหนี้เท่าใด นอกจากนี้โจทก์ก็มิได้นำสืบถึงประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปีด้วยโจทก์จึงมีสิทธิได้ดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 15 ต่อปี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกค้าของโจทก์ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโจทก์รวม ๕ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ รวมยอดเงินกู้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ครั้งที่ ๓ครั้งที่ ๔ รวมยอดเงินกู้ ๑๓๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘ ต่อปี และครั้งที่ ๕ ยอดเงินกู้๘๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี การกู้เบิกเกินบัญชีทั้ง ๕ ครั้ง จำเลยตกลงชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ถ้าไม่ชำระยอมให้รวมเป็นต้นเงินต่อไปตามวิธีการของธนาคาร จำเลยที่ ๒เป็นผู้ค้ำประกันการกู้เบิกเงินเกินบัญชีทั้ง ๕ ครั้ง และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำที่ดินมาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ ถ้าขายทรัพย์ที่จำนองได้ไม่พอชำระหนี้โจทก์ จำเลยทั้งสองยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่น

ๆ ของจำเลยทั้งสองมาขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบ ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกตกลงเรื่องแก้ไขหนี้อันจำนองเป็นประกันโดยแก้ไขดอกเบี้ยเป็นอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑กรกฎาคม ๒๕๒๔ เป็นต้นไป จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์คิดถึงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๙ เป็นเงิน๔๑๘,๗๗๑.๓๘ บาท ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น ๔๑๘,๗๗๑.๓๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคม๒๕๒๙ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์แล้วเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระหนี้ดังกล่าวไม่ครบถ้วน ขอให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ร่วมกันชำระเงิน ๔๑๘,๗๗๑.๓๘ บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยทั้งสองใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามบัญชีเดินสะพัดของจำเลยที่ ๑ ที่มีอยู่ในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๒๙ จำนวนเงิน๔๑๔,๖๗๙.๓๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยทบต้นในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ในยอดเงินดังกล่าวนับแต่วันที่๓๑ กรกฎาคม ๒๕๒๙ จนถึงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๒๙ เมื่อคิดได้เป็นยอดเงินเท่าใดแล้วให้ถือเป็นต้นเงินต่อไป สำหรับคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี โดยไม่ทบต้นนับแต่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๒๙ จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้หักเงินที่จำเลยที่ ๑ นำเข้าบัญชีเดินสะพัดในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๙ จำนวน๘๕๐ บาท ออกชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยที่ไม่ทบต้นให้จำเลยที่ ๑ ก่อน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์นำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์รวม ๕ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี ครั้งที่ ๓ครั้งที่ ๔ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘ ต่อปี ส่วนครั้งที่ ๕ จำเลยที่ ๑ ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี เพื่อเป็นประกันการกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ ๑ จำเลยทั้งสองได้นำที่ดินมาจำนองไว้แก่โจทก์ ในระหว่างจำเลยที่ ๑ เดินบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์ จำเลยทั้งสองได้ขอเพิ่มเติมวงเงินจำนองกับโจทก์รวม ๒ ครั้ง และตกลงยินยอมให้โจทก์เพิ่มอัตราดอกเบี้ยจำนองจากร้อยละ ๑๕ต่อปีเป็นร้อยละ ๑๙ ต่อปีได้ ปัญหาว่า โจทก์จะเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ ๑ระหว่างผิดนัดได้หรือไม่

เห็นว่า หนี้รายนี้เกิดจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ ๑ โจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ ๑ ได้หรือไม่ และในอัตราอย่างไร ต้องเป็นไปตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นมูลหนี้ประธานเท่านั้น ส่วนสัญญาจำนองเป็นหนี้อุปกรณ์ ก่อให้เกิดสิทธิแก่เจ้าหนี้ในการที่จะบังคับเอาแก่ทรัพย์จำนองก่อนผู้อื่นได้ จำนวนหนี้และอัตราดอกเบี้ยย่อมเป็นไปตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นหนี้ประธาน หากมูลหนี้เดิมไม่มีหรือระงับไปด้วยประการใดแล้วก็บังคับตามสัญญาจำนองไม่ได้ สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไม่มีข้อตกลงให้เพิ่มอัตราดอกเบี้ยได้ จึงเพิ่มอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ไม่ได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิ่มดอกเบี้ยสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเป็นอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี ตามสัญญาจำนอง

ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น คงเป็นปัญหาต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละเท่าไร ปัญหานี้ดังได้วินิจฉัยมาแล้วว่า มูลหนี้อันเกิดจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งมีรวม ๕ ฉบับ แต่ละฉบับกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ต่างกัน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาแต่ละฉบับ และฉบับที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ต่ำที่สุดร้อยละ ๑๕ต่อปี สูงที่สุดอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี แต่โจทก์ฟ้องรวมกันมาโดยไม่แยกให้แน่ชัดว่าสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับใด จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้เท่าใด และไม่นำสืบให้ปรากฏ ศาลจึงไม่อาจกำหนดได้ว่าต้นเงินที่ค้างจำนวนใด ค้างตามสัญญาฉบับใด มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละเท่าใด อีกประการหนึ่งโจทก์ก็มิได้นำสืบถึงประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เกินอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีด้วย โจทก์จึงมีสิทธิได้ดอกเบี้ยเพียงร้อยละ ๑๕ ต่อปี

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์อัตราร้อยละ ๑๕ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิทวัส อยู่วัฒนา · บุญส่ง วรรณกลาง · ตัน เวทไว
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นายวันชัย ศศิโรจน์
ศาลอุทธรณ์ - นายไพริน มะนุญพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2818/2541

สัญญากู้เงินเป็นหนี้ประธาน ส่วนหนี้ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ แม้ในสัญญาจำนองจำเลยจะตกลงเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 18 ต่อปี ก็มิใช่ว่าจำเลยจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7633/2550

แม้สัญญาซื้อขายวัสดุก่อสร้างระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมิได้มีการตกลงไว้ว่าหากผิดสัญญาสามารถกำหนดเบี้ยปรับหรือค่าเสียหายกันได้ แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ร่วมจะคิดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5482/2549

ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระบุว่า ผู้กู้ยอมให้ดอกเบี้ยตามจำนวนเงินที่กู้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราตามที่ธนาคาร ก. กำหนดให้ในวงเงินเบิกเกินบัญชี โดยจะชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนจนกว่าจะไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5414/2549

สัญญาจำนองเป็นหลักฐานแห่งหนี้ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้จึงเป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่โจทก์นำมาฟ้องบังคับจำเลยผู้ลงลายมือชื่อไว้ได้ ส่วนจำนวนเงินกู้ที่ระบุไว้ 800,000 บาท เมื่อจำเลยต่อสู้และนำสืบพยานหลักฐา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3775/2546

การขอขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้เงิน หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้