Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มาตรา 9 บัญญัติว่า"ถ้าสหกรณ์เกี่ยวข้องในกิจการใดที่กฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสำหรับการได้มา การจำหน่าย การยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ หรือการยึดหน่วงซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การจดทะเบียนเช่นว่านั้นให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม" สัญญาค้ำประกันมิได้มีกฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนจึงเป็นนิติกรรมธรรมดา แม้สหกรณ์โจทก์จะเป็นคู่สัญญาก็ไม่ได้รับการยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์หรือค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด แม้สัญญาค้ำประกันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ แต่ผู้ค้ำประกันยอมรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจริง จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐาน ส่วนการที่จะให้ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเกินกว่าจำนวนเงินที่ระบุในสัญญาค้ำประกันนั้น ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันมาเป็นพยานหลักฐานอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดเต็มตามจำนวนที่ฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ แล้วทำเรื่องราวขอกู้เงินฉุกเฉินจากโจทก์ในนามของสมาชิกดังกล่าวรวมหลายคราวเป็นเงิน 728,070 บาทซึ่งโจทก์หลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของสมาชิกจริงจึงอนุมัติจ่ายให้ไป คำฟ้องของโจทก์ชัดแจ้งพอเพียงแล้ว จำเลยที่ 1 จะปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ด้วยวิธีใด หลักฐานการปลอมแปลงมีหรือไม่และมีการตรวจสอบไปแล้วเพียงใดเป็นเรื่องรายละเอียด ไม่จำต้องบรรยายมา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องเรียกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกคืน และฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 164 ป.พ.พ. มาตรา 680 ป.วิ.พ. มาตรา 172 ป.รัษฎากร มาตรา 118 พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2511 มาตรา 9

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานการเงิน จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกของโจทก์ แล้วทำเรื่องขอกู้เงินฉุกเฉินจากโจทก์ในนามของสมาชิกนั้นรวมหลายคราวเป็นเงินทั้งสิ้น ๗๒๘,๐๗๐ บาท โจทก์หลงเชื่อได้จ่ายเงินให้ไป ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วยขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยจำกัดจำนวนเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท ความเสียหายที่เกิดขึ้นมิใช่เกิดจากการกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๐๐,๗๗๐บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๙บัญญัติไว้ว่า "ถ้าสหกรณ์เกี่ยวข้องในกิจการใดที่กฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสำหรับการได้มา การจำหน่าย การยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้หรือการยึดหน่วงซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การจดทะเบียนเช่าว่านั้นให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม" สัญญาค้ำประกันตามฟ้องมิได้มีกฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสัญญาแต่ประการใด เป็นนิติกรรมธรรมดาแม้สหกรณ์โจทก์จะเป็นคู่สัญญาก็ไม่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์หรือค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้นำเงินจำนวน ๗๒๘,๐๗๐ บาทของโจทก์ไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ขอให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในจำนวนเงินดังกล่าว และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในเงินจำนวนดังกล่าวด้วยเต็มจำนวน

จำเลยที่ ๒ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เคยตกลงค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยไม่จำกัดจำนวนตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ เป็นเงินเพียง๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๒ ยอมรับแล้วว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ เป็นจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทตามฟ้อง จำเลยที่ ๒จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามจำนวนดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณา สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเกินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทหรือไม่ ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันมาเป็นพยานหลักฐาน อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘จึงไม่อาจจะวินิจฉัยให้จำเลยที่ ๒ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ค้ำประกันเต็มตามจำนวนตามที่โจทก์ฟ้องได้

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๒๔ ถึงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๒๕ จำเลยที่ ๑ ได้ทำการทุจริตต่อหน้าที่ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ แล้วทำเรื่องขอกู้เงินฉุกเฉินจากโจทก์ในนามของสมาชิกดังกล่าวรวมหลายคราวเป็นเงิน ๗๒๘,๐๗๐ บาทซึ่งโจทก์หลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของสมาชิกจริงจึงอนุมัติจ่ายให้ไป ดังปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายบัญชีแสดงรายการการกู้ฉุกเฉินที่จำเลยที่ ๑ ทำการทุจริตเอกสารท้ายฟ้อง คำฟ้องข้อ ๓ ของโจทก์ชัดแจ้งพอเพียงแล้ว จำเลยที่ ๑ จะปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ด้วยวิธีใด หลักฐานการปลอมแปลงมีหรือไม่และมีการตรวจสอบไปแล้วเพียงใดนั้นเป็นเรื่องรายละเอียด ไม่จำต้องบรรยายมา ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้ว

ไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องเรียกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ ๑ ยักยอกคืน และสำหรับจำเลยที่ ๒ โจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ภายใน ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๔ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินของโจทก์โดยทุจริตตามฟ้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดต่อโจทก์ในเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ ฉิมพาลี · ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5911/2538

ตามคำฟ้องเดิมโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่1รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดจ.ตามสัญญารับมอบสินค้าเชื่อแม้โจทก์กล่าวถึงสัญญาเล็ตเตอร์ออฟเครดิตที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจ.ทำกับโจทก์ก็เป็นเพี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2537

โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2531โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้เงิน2 ฉบับ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2518 ไม่มีกำหนดเวลาชำระเงินคืนมีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 392/2535

หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเป็นเอกสารที่จะต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 และตราสารที่ไม่ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 18 จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2531

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาเช็คที่นำมาขายลดถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การที่จำเลยนำเช็คฉบับใหม่มาชำระหนี้ตามมูลหนี้ที่มาจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 331/2528

คำพิพากษาศาลชั้นต้นพิมพ์นามสกุลจำเลยที่ 1 "คล่องอักขระ" ผิดเป็น "คล่องอักษร" เป็นการพิมพ์ผิดพลาดเล็กน้อย ศาลมีอำนาจแก้ให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 143 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้