Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2558 (เลขอ้างอิง 582441)

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์มีระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 บังคับใช้ โดยข้อ 21 กำหนดว่า "ถ้ารัฐวิสาหกิจเลิกจ้างพนักงานโดยพนักงานมิได้มีความผิดตามข้อ 46 ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายเงินเดือนค่าจ้างแก่พนักงานสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนที่พนักงานมีสิทธิได้รับตามข้อ 8 และข้อ 20 ด้วย" และข้อ 46 ตามระเบียบดังกล่าวกำหนดกรณีรัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้หลายกรณีรวมทั้งการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง ดังนั้นกรณีการเลิกจ้างที่รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีต้องเป็นกรณีที่พนักงานรัฐวิสาหกิจทำผิดร้ายแรงเท่านั้น เมื่อคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวด 3 ข้อ 2.3.2 กำหนดว่า "ไม่ว่ากรณีใด ๆ บริษัทจะไม่จ่ายเงินตอบแทนให้แก่พนักงานผู้ซึ่งสมัครใจไม่หยุดพักผ่อนประจำปีเว้นแต่ในกรณีที่พนักงานออกจากงานระหว่างปีโดยไม่มีความผิดและยังมิได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี" จึงต้องแปลให้สอดคล้องกับระเบียบดังกล่าวว่าการออกจากงานโดยไม่มีความผิดตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงไม่มีความผิดร้ายแรงนั่นเอง ตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ ข้อ 2.9 กำหนดแนวทางพักงานระหว่างสอบสวนไว้ว่า "การพักงานระหว่างสอบสวนก็เพื่อให้บริษัทสืบสวนและสอบสวนโดยอิสระว่าพนักงานกระทำผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ซึ่งโดยปกติจะใช้เมื่อมีความผิดร้ายแรง พนักงานซึ่งถูกสั่งพักระหว่างสอบสวนแม้ว่าจะยังไม่ถือเป็นการลงโทษ แต่บริษัทจะพิจารณาจ่ายเงินเดือนให้เพียงร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในขณะพักงานพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีจนกว่าจะทราบผลการสอบสวนแน่ชัดว่าพนักงานไม่มีความผิดแล้วจึงจะจ่ายเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบของค่าจ้างสำหรับระยะเวลาที่ถูกพักงานให้" จะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์หลักของการพักงานระหว่างสอบสวนก็เพื่อให้การสอบสวนกระทำโดยอิสระป้องกันไม่ให้พนักงานที่ถูกกล่าวหาไปยุ่งกับพยานหลักฐาน สำหรับการจ่ายเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบนั้น คู่มือและระเบียบการพนักงานดังกล่าว หมวดที่ 9 ข้อ 2.9 กำหนดว่าจะจ่ายให้เมื่อพนักงานไม่มีความผิดอันมีความหมายอยู่ในตัวว่าพนักงานผู้นั้นไม่มีความผิดใดเลยไม่ว่าจะร้ายแรงหรือไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 665,550 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 338,601 บาท เงินโบนัส 688,668 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 86,083.50 บาท ค่าชดเชย 1,377,360 บาท และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนของนายจ้าง 876,537 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของต้นเงินดังกล่าวข้างต้นทุกระยะ 7 วัน นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 31,246,720 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ออกหนังสือสำคัญการทำงานให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลแรงงานกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยจำนวน 1,010,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 21,051.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าจ้างระหว่างพักงานเพื่อสอบสวน 492,609 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า สำหรับข้อเท็จจริงในเนื้อหาแห่งคดี ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบังคับคดี 2 ครั้งสุดท้ายโจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายคดีพิเศษ ได้รับเงินเดือนเดือนละ 126,300 บาท กำหนดจ่ายเงินเดือนทุกวันที่ 23 ต่อมาจำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและสั่งพักงานโจทก์ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งจำเลยที่ 24/2547 (130) ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่าโจทก์กระทำผิดวินัยที่ร้ายแรงหลายประการ จำเลยที่ 1 จึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์

คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเห็นว่าการบริหารงานและการปฏิบัติงานของโจทก์ผิดระเบียบปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการกระทำผิดที่ร้ายแรง เห็นสมควรให้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชย คณะกรรมการจำเลยที่ 1 มีมติเห็นชอบ จำเลยที่ 1 จึงมีหนังสือลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 เลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลบังคับย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2547 อันเป็นวันที่สั่งพักงานตามหนังสือเลิกจ้าง สำหรับเหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างเลิกจ้างโจทก์ได้แก่ (1) ขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายคดี 3 โจทก์มอบหมายงานให้ทนายความภายในฝ่ายโดยไม่เป็นธรรม (2) โจทก์ห้ามพนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ให้คบหาสมาคมกับเพื่อนพนักงานในฝ่ายเดียวกัน (3) โจทก์กำหนดบทลงโทษการปฏิบัติงานของพนักงานในฝ่ายเดียวกันโดยเลือกปฏิบัติ (4)

โจทก์ไม่มีความชอบธรรมในวิธีการจ่ายค่าทนายความ (incentive) กรณีทนายความคู่และเลือกปฏิบัติ (5) ขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายคดีพิเศษ โจทก์ไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าประชุมตามคำสั่งของกรรมการ/รักษาการกรรมการผู้จัดการ และไม่เข้าร่วมบริหารในฐานะผู้บริหารเกี่ยวกับกิจกรรมอื่น ๆ ของบริษัท ไม่มาปฏิบัติงานที่บริษัทอย่างสม่ำเสมอโดยไม่แจ้งหยุดล่วงหน้าหรือย้อนหลัง ไม่ใส่ใจหรือสนใจงานที่ได้รับมอบหมายคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (6) ขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งประจำกรรมการผู้จัดการ โจทก์มีการพูดจาหว่านล้อมให้พนักงานเข้าใจผิดและเกลียดชังเพื่อนพนักงานและผู้บังคับบัญชาและมีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการลงลายมือชื่อในหนังสือคัดค้านการแต่งตั้งนายสิทธิศักดิ์ เป็นผู้จัดการฝ่ายคดี 3 แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำความผิดในข้อกล่าวหาตาม (1) (2) (5) และ (6) แต่รับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่กล่าวหาใน (3) และ (4) โดยกรณีตาม (3)

ฟังว่าโจทก์ลงโทษนายอภินันท์ ซึ่งเป็นพนักงานที่เกียจคร้านและผลการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่มีความตั้งใจปฏิบัติงาน เช่นขาดงานโดยไม่ทราบเหตุผลถึง 3 วัน โจทก์ตักเตือนด้วยวาจาและให้นายอภินันท์รับทราบคำเตือนเป็นหนังสือ ส่วนนายเธนศ กระทำผิดละเมิดอำนาจศาล โดยศาลแพ่งกรุงเทพใต้ลงโทษจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท แต่รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี โจทก์เห็นว่านายเธนศได้รับการลงโทษจากศาลตามสมควรแล้วและเป็นความผิดเฉพาะตัว จึงย้ายนายเธนศไปอยู่ฝ่ายนิติการซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีความและไม่มีโอกาสรับค่าตอบแทนแบบ incentive โดยให้ส่งเรื่องและคดีที่อยู่ในความดูแลคืนฝ่ายคดี 3 ทั้งหมด ต่อมานายเธนศขอโอกาสปรับปรุงตัวโดยขอย้ายกลับมาปฏิบัติงานด้านคดีความอีก โดยนายเธนศให้สัญญาว่าหากกระทำความผิดดังกล่าวอีกจะยอมลาออกและได้ทำหนังสือลาออกให้ไว้

แสดงให้เห็นถึงดุลพินิจในการลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์โดยกรณีนายเธนศถูกลงโทษจำคุกและปรับอันเป็นการขาดจริยธรรมในวิชาชีพและเป็นการฝ่าฝืนต่อคู่มือและระเบียบการพนักงาน หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษและการร้องทุกข์ข้อ 1 เจตนารมณ์ (1.5) และข้อ 2 แนวปฏิบัติ 2.2 ก. (9) แต่โจทก์ไม่ได้ลงโทษเพียงแต่ย้ายงานนายเธนศและต่อมาย้ายกลับมาอยู่ฝ่ายบังคับคดีตามเดิม ส่วนนายอภินันท์เพียงแต่ไม่ปฏิบัติตามเป้าหมาย ขาดความกระตือรือร้นและรอบคอบในการปฏิบัติงาน โจทก์ถึงกับกล่าวโทษและตักเตือนให้ปรับปรุงการปฏิบัติงานรวมทั้งให้นายอภินันท์แสดงเจตนาไม่ประสงค์จะเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 อีก หากไม่สามารถปรับปรุงตนได้ แล้ววินิจฉัยว่า การกระทำของโจทก์ย่อมก่อให้เกิดความคลางแคลงใจแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เป็นธรรม

อันเป็นการทำผิดคู่มือและระเบียบพนักงานของจำเลย หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ ข้อ 2 แนวปฏิบัติ 2.1 ช. ละเว้นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในระหว่างเพื่อนร่วมงาน และ 2.2 ค. การประพฤติปฏิบัติอันไม่สมควร (14) ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในระหว่างพนักงานด้วยกัน ส่วนข้อกล่าวหาตาม (4) กรณีขณะที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายว่าคดี 3 มีความไม่ชอบธรรมในวิธีการจ่ายค่าทนายความ (incentive) กรณีทนายความคู่และเลือกปฏิบัติ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า นายมานิต และนายพีระพงศ์ ได้รับมอบหมายให้ทำคดีร่วมกันโดยนายมานิตเป็นคนดำเนินการในคดีทั้งหมดด้วยตนเองคนเดียวแต่โจทก์แจ้งให้นำเงินค่าตอบแทนคดี (incentive) 50,000 บาท

ไปมอบให้แก่นายพีระพงศ์ แล้ววินิจฉัยว่า การจ่ายคดีให้ทนายความผู้ใต้บังคับบัญชาทำคดีคู่กันย่อมก่อให้เกิดปัญหาเพราะโจทก์ไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของทนายแต่ละคนในการทำคดีคู่กันได้ การเกิดปัญหาการแบ่งเงินค่าตอบแทนจากการจ่ายงานของโจทก์ โจทก์จึงต้องร่วมรับผิดชอบด้วย เมื่อนายพีระพงศ์ไม่มีส่วนร่วมในการทำคดีแต่โจทก์กลับทวงถามให้นายมานิตจ่ายค่าตอบแทน (incentive) ให้แก่นายพีระพงศ์โดยมิได้สอบข้อเท็จจริงว่ามีส่วนร่วมทำคดีกันจริงหรือไม่ จึงเป็นการกระทำผิดตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ ข้อ 2 แนวปฏิบัติ 2.2 ค. การประพฤติปฏิบัติอันไม่สมควร (1) เรียกเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์จากผู้อื่นเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่น เป็นเหตุให้ขาดความเที่ยงธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน และทำให้ได้รับบำเหน็จความดีความชอบในงาน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์มีระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 บังคับใช้ โดยระเบียบดังกล่าวข้อ 21 กำหนดว่า "ถ้ารัฐวิสาหกิจเลิกจ้างพนักงานโดยพนักงานมิได้มีความผิดตามข้อ 46 ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายเงินเดือนค่าจ้างแก่พนักงานสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามส่วนที่พนักงานมีสิทธิได้รับตามข้อ 8 และข้อ 20 ด้วย" และตามข้อ 46 กำหนดกรณีรัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไว้หลายกรณีรวมทั้งการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง

ดังนั้นกรณีการเลิกจ้างที่รัฐวิสาหกิจไม่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีต้องเป็นกรณีที่พนักงานรัฐวิสาหกิจทำความผิดร้ายแรงเท่านั้น คู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวด 3 ข้อ 2.3.2 ที่กำหนดว่า "ไม่ว่ากรณีใด ๆ บริษัทจะไม่จ่ายเงินตอบแทนให้แก่พนักงานผู้ซึ่งสมัครใจไม่หยุดพักผ่อนประจำปีเว้นแต่ในกรณีที่พนักงานออกจากงานระหว่างปีโดยไม่มีความผิดและยังมิได้ใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี" จึงต้องแปลให้สอดคล้องกับระเบียบดังกล่าวว่า การออกจากงานโดยไม่มีความผิดตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 นั้น หมายถึงไม่มีความผิดร้ายแรงนั่นเอง เมื่อโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรงจึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ในประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินเดือนในระหว่างพักงานหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 8 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ ข้อ 2.9 กำหนดแนวทางการพักงานระหว่างสอบสวนไว้ว่า "การพักงานระหว่างสอบสวนก็เพื่อให้บริษัทสืบสวนและสอบสวนโดยอิสระว่าพนักงานกระทำผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ ซึ่งโดยปกติจะใช้เมื่อมีความผิดร้ายแรง พนักงานซึ่งถูกสั่งพักระหว่างการสอบสวนแม้ว่าจะยังไม่ถือเป็นการลงโทษ แต่บริษัทจะพิจารณาจ่ายเงินเดือนให้เพียงร้อยละห้าสิบของค่าจ้างในขณะพักงานพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีจนกว่าจะทราบผลการสอบสวนแน่ชัดว่าพนักงานไม่มีความผิดแล้วจึงจะจ่ายเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบของค่าจ้างสำหรับระยะเวลาที่ถูกพักงานให้" ซึ่งจะเห็นได้ว่าวัตถุประสงค์หลักของการพักงานระหว่างสอบสวนก็เพื่อให้การสอบสวนกระทำโดยอิสระป้องกันไม่ให้พนักงานที่ถูกกล่าวหาไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

ส่วนการจะพักงานพนักงานคนใดระหว่างสอบสวนย่อมขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจออกคำสั่งซึ่งปกติจะใช้กับกรณีถูกกล่าวหาว่ามีความผิดร้ายแรง แต่ก็หาจำกัดว่ากรณีพนักงานถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร้ายแรงจะต้องสั่งพักงานระหว่างสอบสวนเสมอไปหรือกรณีพนักงานถูกกล่าวหาว่าไม่ได้กระทำความผิดร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาจะสั่งพักงานระหว่างสอบสวนไม่ได้ สำหรับการจ่ายเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบนั้น คู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 หมวดที่ 9 ข้อ 2.9 กำหนดว่าจะจ่ายให้เมื่อพนักงานไม่มีความผิดอันมีความหมายอยู่ในตัวว่าพนักงานผู้นั้นไม่มีความผิดใดเลยไม่ว่าจะเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่ ในกรณีของโจทก์เมื่อปรากฏว่าโจทก์กระทำผิดตามคู่มือและระเบียบการพนักงานของจำเลยที่ 1 แม้จะไม่ใช่ความผิดร้ายแรงโจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนส่วนที่เหลืออีกร้อยละห้าสิบ

โจทก์คงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างพักงานเพียงร้อยละห้าสิบพร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าเท่านั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าอัตราค่าจ้างเดิมระหว่างโจทก์ถูกพักงานมีจำนวน 492,609 บาท ดังนั้นโจทก์คงมีสิทธิได้รับเพียงครึ่งเดียวคือ 246,304.50 บาท ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาในส่วนนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างระหว่างพักงานเพื่อการสอบสวน 246,304.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมจิตร์ ทองศรี · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · ธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายไพโรจน์ นิติกรไชยรัตน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร343/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ487/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ7286/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้