Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 583/2508

พ.ศ. 2508 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลย 9 คน โดยยื่นสำเนาฎีกาให้ศาลฉบับเดียว เพื่อส่งให้จำเลยที่ 1 ดังนี้การที่โจทก์มิได้คัดสำเนาฟ้องฎีกาส่งศาลพร้อมฟ้องฎีกาเพื่อส่งให้จำเลยที่ 2 ถึง 9 แต่ศาลชั้นก็ต้นก็ได้สั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ในกรณีเช่นนี้ศาลฎีการับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปได้ ในกรณีที่ส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้เนื่องจากจำเลยออกไปนอกประเทศไทยนั้นถือได้ว่าส่งไม่ได้ เพราะหาตัวไม่พบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 แล้ว ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 38นั้น เป็นกรณีที่เรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางท่าอนุมัติแต่การลักลอบนำสินค้าเข้ามาตามช่องทางซึ่งมิใช่ท่าอนุมัติไม่ผิดตามมาตรา 38(ปัญหาข้อ 1 และ ข้อ 2 วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 26/2507)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 9 คนร่วมกันกระทำผิดลักลอบนำยางพารา505 มัด ราคา 198,720 บาท ที่ต้องเสียภาษีศุลกากรขาเข้า 54,648 บาทและเป็นของต้องกำกัดควบคุมการนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร กับนำสินค้าปลาเค็มตากแห้ง กะเพาะปลาตากแห้ง หูฉลาม รวมราคาสินค้าและค่าอากรทั้งสิ้น 487,199.30 บาท บรรทุกเรือมีระวางบรรทุก 83 ตันจากดินแดนต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรไทยที่อ่าวกะตะอำเภอเมืองภูเก็ตจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมิใช่ท่าอนุมัติและเขตศุลกากรโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และมิได้ผ่านด่านศุลกากรภูเก็ตโดยถูกต้อง โดยมีเจตนาฉ้อค่าภาษี หลีกเลี่ยงอากรและไม่ได้เสียภาษีอากร

ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากรและริบของกลางจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469มาตรา 27, 32, 38 ฯลฯ จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยที่ 2 ถึง 9 ต้องขังมาพอแก่โทษให้ปล่อยตัวไป ริบของกลาง ฯลฯจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องในเหตุลักษณะคดี ปล่อยจำเลยทั้งหมดพ้นข้อหาของกลางคืนจำเลยโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาแต่ส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยที่ 1 ได้คนเดียว ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ศาลชั้นต้นยังมิได้จัดการส่งสำเนาฎีกาให้จำเลย ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นจัดการส่งสำเนาฎีกาให้ถูกต้อง โจทก์แถลงว่า ที่โจทก์ยื่นสำเนาฎีกาให้ศาลฉบับเดียวเพื่อส่งให้จำเลยที่ 1 เพราะเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ถูกขังมาพอแก่โทษ จึงปล่อยตัวไป คงขังจำเลยที่ 1 คนเดียว โจทก์และจำเลยที่ 2ถึงที่ 9 ไม่อุทธรณ์ คดีเฉพาะตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 จึงยุติ เจ้าพนักงานส่งตัวจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 กลับประเทศพม่า ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องตลอดถึงจำเลยทุกคน โจทก์จึงฎีกา เนื่องจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ไม่มีตัวอยู่ในประเทศไทยถึงแม้โจทก์จะส่งสำเนาฎีกาต่อศาลครบจำนวนจำเลยก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่อาจส่งสำเนาฎีกาให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ได้ จึงแถลงให้ศาลทราบ ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า การที่โจทก์มิได้คัดสำเนาฟ้องฎีกาส่งศาลพร้อมกับฟ้องฎีกา เพื่อส่งให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 แต่ศาลชั้นต้นก็ได้สั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาแล้ว ในกรณีเช่นนี้ศาลฎีการับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไปได้และเห็นว่า ในกรณีที่ส่งสำเนาฎีกาให้จำเลยไม่ได้

เนื่องจากจำเลยออกไปนอกประเทศไทยนั้น ถือได้ว่าส่งไม่ได้เพราะหาตัวไม่พบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 แล้ว และฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้นำเรือเข้ามาในราชอาณาจักรไทยเพื่อลักลอบขนสินค้าขึ้นฝั่งโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร และมีเจตนานำของเข้าโดยไม่รับอนุญาตดังฟ้องส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 38 นั้น เห็นว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงความผิดตามมาตรานี้ และมาตรา 38 เป็นกรณีที่เรือบรรทุกสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรตามช่องทางท่าอนุมัติ นายเรือจึงมีหน้าที่ทำรายงานแถลงรายละเอียดแห่งสินค้าที่บรรทุกมา แต่การกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นเรื่องจำเลยลักลอบนำสินค้าเข้ามาตามช่องทางซึ่งมิใช่ท่าอนุมัติ การกระทำของจำเลยจึงไม่ผิดตามมาตรา 38

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยทุกคนผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 จำคุกจำเลยคนละ 6 เดือนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ต้องขังมาพอแก่โทษแล้วให้ปล่อยตัวไป ของกลางริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 32 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 จ่ายสินบนนำจับและรางวัลเจ้าพนักงาน ยกฟ้องข้อที่ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 38

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มณี ชุติวงศ์ · เชื้อ คงคากุล · สนิท สุมาวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้