Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5833/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แต่เมื่อจำเลยยังมิได้จดทะเบียนสิทธิการครอบครองปรปักษ์ดังกล่าวจึงไม่อาจใช้ยันโจทก์ซึ่งได้ซื้อที่ดินพิพาทมาจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากรโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิตั้งแต่ปี 2531 ได้ และโจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยนับแต่ปี 2531 แล้ว หาใช่นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระราคาที่ดินพิพาทครบถ้วนคือวันที่ 19 มิถุนายน 2524 ไม่เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีเมื่อปี 2536 เป็นเวลาไม่เกินกว่า 10 ปีโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากที่พิพาทได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2531โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 286 เนื้อที่ 88 ไร่ 3 งาน 96 ตารางวาจากการขายทอดตลาดและจะเข้าทำประโยชน์ ปรากฏว่าจำเลยได้ครอบครองปลูกบ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 8 อาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ทางทิศเหนือเป็นเนื้อที่ 5 ไร่ 65 ตารางวา โจทก์บอกกล่าวขับไล่แล้วจำเลยเพิกเฉย เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์อาจนำที่ดินที่จำเลยครอบครองไปให้ผู้อื่นเช่า ได้ค่าเช่าไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,500 บาทขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ1,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การต่อสู้คดี

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 1หมู่ที่ 8 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทตามเส้นสีเขียวในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จล.1 ออกไปจากที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 286ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 300 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินของโจทก์เสร็จจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 286 ที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากรเมื่อปี 2524 แต่เพิ่งมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อปี 2531 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า

จำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาอย่างเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า จำเลยจะยกสิทธิการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทดังกล่าวขึ้นต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังมิได้จดทะเบียนสิทธิการครอบครองปรปักษ์ดังกล่าว เมื่อได้ความตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้ซื้อที่ดินพิพาทดังกล่าวมาจากการขายทอดตลาดของกรมสรรพากร ซึ่งยึดมาขายจำนวนมาก และที่ดินโฉนดเลขที่ 286ซึ่งที่ดินพิพาทตั้งอยู่ก็เป็นที่ดินแปลงใหญ่

เนื้อที่กว้างมากก่อนเข้าประมูลสู้ราคามิได้มีการรังวัดตรวจสอบที่ดินทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ไปร้องคัดค้านการยึดทรัพย์ซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนางเพ็ญศรี สุขสวัสดิ์พยานโจทก์ซึ่งเป็นสรรพากรอำเภอเมืองจันทบุรีว่าต้องปิดประกาศยึดทรัพย์ในที่ดินที่ยึด แม้โจทก์จะทราบว่าจำเลยมีบ้านพักอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทก็ได้ความว่าโจทก์ทราบเพียงว่าจำเลยเข้าไปอาศัยทำนา ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่าโจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วเมื่อปี 2531 จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทใช้ยันโจทก์ได้โจทก์มีสิทธิในที่พิพาทดีกว่าจำเลย และย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยนับแต่ปี 2531 หาใช่นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระราคาที่ดินพิพาทครบถ้วนคือวันที่ 19 มิถุนายน 2524 ไม่เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีเมื่อปี 2536 เป็นเวลาไม่เกินกว่า 10 ปีโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิเทพ ศิริพากย์ · ไพโรจน์ คำอ่อน · ชวลิต ศรีสง่า
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้