Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2557 (เลขอ้างอิง 583430)

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อบังคับของการประปานครหลวง ฉบับที่ 60 ว่าด้วยความรับผิดของพนักงานหรือลูกจ้างในทางแพ่ง พ.ศ.2522 ข้อ 7 ระบุว่า "เมื่อผู้ว่าการได้รับรายงานผลการสอบสวนแล้วให้สั่งการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดสี่สิบห้าวัน ตามแต่กรณีดังต่อไปนี้ (ก) ถ้าหากเห็นว่าผู้ใดต้องรับผิด ก็ให้สั่งการเรียกเงินชดใช้ค่าเสียหายให้เสร็จไป หรือให้ทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐานภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่สั่งการ แต่ถ้าหากผู้ต้องรับผิดคนใดปฏิเสธไม่ยอมชดใช้เงินหรือบิดพลิ้ว ประวิงเวลาหรือ ไม่ยอมทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ ให้สั่งการดำเนินคดีภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นระยะเวลาให้ชดใช้ค่าเสียหายหรือให้รับสภาพหนี้..." ข้อบังคับดังกล่าวเป็นระเบียบปฏิบัติที่กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาที่ผู้ว่าการการประปานครหลวงจะต้องดำเนินการภายหลังจากที่ได้รับรายงานผลการสอบสวน อันเป็นระเบียบภายในของโจทก์ ทั้งตามข้อบังคับนั้นก็ไม่มีกำหนดห้ามมิให้โจทก์ฟ้องคดีถ้ายังมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในข้อบังคับครบถ้วน ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวครบถ้วนหรือไม่ โจทก์ย่อมมีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพียงว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โดยมิได้ยกเหตุเป็นข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองเป็นพนักงานของโจทก์ จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดทั้งในมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน แม้ความรับผิดของจำเลยทั้งสองจะเกิดขึ้นใน 2 ช่วงเวลา คือ ระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 ก่อน พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะใช้บังคับ หรือระหว่างวันที่ 15 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 หลังวันที่ พ.ร.บ. ดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่เมื่อในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เหตุคดีนี้เกิดขึ้นอย่างช้าในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 นับถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 กันยายน 2549 คดีของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกจำเลยเรียงตามลำดับสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งการประปานครหลวง ที่ 404/2541 โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 599.110.63 บาท และ 68,989.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 599,110.63 บาท จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 68,989.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่แต่ละคนจะต้องชำระ นับแต่ผิดนัด คือวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานของโจทก์ โดยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองรายได้ 1 สำนักงานประปาสาขาบางเขนตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2539 ต่อมาได้รับคำสั่งให้รักษาในตำแหน่งหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน 1 กองรายได้ 1 สำนักงานประปาสาขาบางเขนอีกตำแหน่งหนึ่งเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2539 และเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองรายได้ สำนักงานประปาสาขาลาดพร้าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นพนักงานของโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 จำเลยที่ 2 ยังคงเป็นพนักงานของโจทก์

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองรายได้ สำนักงานประปาสาขาสุขุมวิท ก่อนดำรงตำแหน่งดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน กองรายได้ สำนักงานประปาสาขาบางเขน นางสาววาสนา นางพัชยา และนางสาวพรปวีณ์ เคยเป็นพนักงานของโจทก์ โดยนางวาสนาตำแหน่งวิทยากร 5 และได้รับการแต่ตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน 1 ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาในหน่วยงานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2539 นางพัชยา ดำรงตำแหน่งนักบัญชี 3 และนางสาวพรปวีณ์ ดำรงตำแหน่งพนักงานรายได้ 2 ระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 นางวาสนา

นางพัชยา และนางสาวพรปวีณ์ร่วมกันนำเงินรายได้ของโจทก์ไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริตหลายครั้งรวมเป็นเงินจำนวน 3,755,555.58 (ที่ถูก 3,775,555.58) บาท โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ลงโทษปลดนางวาสนา และนางสาวพรปวีณ์ออกจากการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2539 เป็นต้นไป ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2539 โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยและหาตัวผู้รับผิดทางแพ่ง คณะกรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่า นางวาสนา และนางสาวพรปวีณ์ร่วมกันยักยอกเงินรายได้จำนวน 3,745,555.58 บาท บุคคลทั้งสามต้องรับผิดชำระเงินคืนให้แก่โจทก์และให้โจทก์ดำเนินคดีแพ่งและอาญาแก่บุคคลทั้งสามต่อไป สำหรับจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของบุคคลทั้งสามในขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน 1 มีความผิดเนื่องจากมิได้ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของบุคคลทั้งสามอย่างใกล้ชิดเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ

อันเป็นความผิดวินัยตามข้อบังคับของโจทก์ ฉบับที่ 50 ว่าด้วยวินัย การลงโทษพนักงานและการอุทธรณ์คำสั่ง พ.ศ.2540 ข้อ 5 (5) แต่การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงเห็นควรให้ตัดเงินเดือนจำเลยทั้งสอง แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่เสียสละและด้วยความวิริยะอุสาหะ ประกอบกับการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยเล็กน้อยและเป็นความผิดครั้งแรก จึงมีเหตุอันควรลดโทษให้ภาคทัณฑ์จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง เห็นควรยุติเรื่องสำหรับจำเลยทั้งสอง ต่อมาวันที่ 8 มกราคม 2541 โจทก์มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองเป็นผู้บังคับบัญชานางวาสนา นางพัชยาและนางสาวพรปวีณ์ในขณะเกิดเหตุโดยจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน

สำนักงานประปาสาขาลาดพร้าวอีกตำแหน่งหนึ่งในช่วงวันที่ 23 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าส่วนจัดเก็บและรับเงิน สำนักงานประปาสาขาบางเขน ในช่วงวันที่ 9 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2539 คณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดวินัยฐานไม่เอาใจใส่ต่อหน้าที่ ไม่รับผิดชอบและไม่ระมัดระวังรักษาประโยชน์แต่เป็นความผิดวินัยที่ไม่ร้ายแรง จึงให้ลงโทษตัดเงินเดือนจำเลยที่ 1 อัตราร้อยละ 5 รวม 3 เดือน กับให้ภาคทัณฑ์จำเลยที่ 2 ซึ่งต่อมาโจทก์มีคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่จำเลยทั้งสองตามความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนนั้น และมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 87.70 ส่วน และจำนวน 6.73 ส่วนของค่าเสียหายตามลำดับ

โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 599,110.63 บาท และ 68,989.86 บาทตามลำดับภายในเวลาที่กำหนด เมื่อครบกำหนดโจทก์จึงดำเนินการหักเงินเดือนของจำเลยทั้งสองเดือนละ 8,231 บาท และ 1,326.73 บาท ตามลำดับ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2548 เป็นต้นไป จำเลยทั้งสองจึงยื่นฟ้องโจทก์เป็นจำเลยที่ 1 ต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งการประปานครหลวง ที่ 404/2541 คืนเงินที่โจทก์หักไว้และระงับการหักเงินเดือนดังกล่าว ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินเดือนที่หักไว้คืนให้จำเลยทั้งสอง แต่ไม่เพิกถอนคำสั่งการประปานครหลวง ที่ 404/2541 ตามคดีหมายเลขแดงที่ 3939 - 3940/2549 ผู้ว่าการการประปานครหลวงรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 พนักงานอัยการยื่นฟ้องนางวาสนา

นางพัชยาและนางสาวพรปวีณ์ต่อศาลอาญา ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2546 ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 50 ปี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 2589/2546 โจทก์โดยนางชวนพิศ ผู้ว่าการของโจทก์ทราบและรู้ตัวผู้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อบังคับการประปานครหลวง ฉบับที่ 60 ว่าด้วยความรับผิดของพนักงานหรือลูกจ้างในทางแพ่ง พ.ศ.2522 ข้อ 7 มีข้อความระบุว่า "เมื่อผู้ว่าการได้รับรายงานผลการสอบสวนแล้วให้สั่งการให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดสี่สิบห้าวัน ตามแต่กรณีดังต่อไปนี้ (ก) ถ้าหากเห็นว่าผู้ใดต้องรับผิด ก็ให้สั่งการเรียกเงินชดใช้เงินค่าเสียหายให้เสร็จไป หรือให้ทำหนังสือยอมรับสภาพหนี้ไว้เป็นหลักฐาน

ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่สั่งการ แต่ถ้าหากผู้ต้องรับผิดคนใดปฏิเสธไม่ยอมรับชดใช้เงินหรือบิดพลิ้ว ประวิงเวลาหรือไม่ยอมทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ ให้สั่งการดำเนินคดีภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้นระยะเวลาให้ชดใช้ค่าเสียหายหรือให้รับสภาพหนี้..." ข้อบังคับดังกล่าวเป็นระเบียบปฏิบัติที่กำหนดให้ผู้ว่าการประปานครหลวงออกคำสั่งภายหลังจากได้รับรายงานผลการสอบสวนแล้วว่ามีขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการอย่างไร มีกำหนดระยะเวลาเท่าไหร่ ซึ่งเป็นระเบียบปฏิบัติภายในของโจทก์ อีกทั้งตามข้อบังคับดังกล่าวไม่มีข้อกำหนดห้ามมิให้โจทก์ฟ้องคดีถ้ายังมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนในข้อบังคับครบถ้วน ดังนั้น ไม่ว่าโจทก์จะปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวครบถ้วนหรือไม่ก็ตาม

โจทก์ย่อมมีอำนาจนำคดีมาฟ้องต่อศาลได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในเรื่องฟ้องเคลือบคลุมนั้น จำเลยทั้งสองเพียงแต่อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่จำเลยทั้งสองมิได้ยกเหตุขึ้นเป็นข้อโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางที่วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย โดยบรรยายฟ้องถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองเป็นพนักงานของโจทก์

จำเลยทั้งสองปฏิบัติหน้าที่บกพร่องประมาทเลินเล่อไม่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำเงินรายได้ของโจทก์ไปโดยทุจริต เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดทั้งในมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน แม้ความรับผิดของจำเลยทั้งสองจะเกิดขึ้นใน 2 ช่วงเวลา คือ ระหว่างวันที่ 9 เมษายน 2539 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 ก่อนพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 จะมีผลใช้บังคับ หรือเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 หลังวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่เมื่อในเรื่องผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เหตุคดีนี้เกิดขึ้นอย่างช้าในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 26 กันยายน 2549 ฟ้องโจทก์จึงหาขาดอายุความตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อนันต์ ชุมวิสูตร · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · บูรณ์ ฐาปนดุลย์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.2294-2295/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้