Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5839/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในการประชุมใหญ่ประธานที่ประชุมไม่ได้เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อให้โจทก์และผู้ถือหุ้นคนอื่นพิจารณาและไม่มีการลงมติในเรื่องที่ประชุมและไม่มีการอ่านข้อความที่เลขานุการที่ประชุมได้บันทึกไว้คงมีเพียงผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมและเลขานุการที่ประชุมสนทนากันเพียงเบา ๆและบันทึกข้อความเป็นภาษาต่างประเทศซึ่งโจทก์และผู้ถือหุ้นคนอื่นได้โต้แย้งคัดค้านและขอสำเนาบันทึกการประชุม แต่ประธานที่ประชุมปฏิเสธและกล่าวปิดประชุมทันที เท่ากับโจทก์ยอมรับว่ามีการลงมติกัน ไปตามบันทึกการประชุมดังกล่าว เป็นเพียงการบรรยายฟ้องกล่าวถึงวิธีการประชุมที่ไม่ชอบทั้งตอนท้ายของคำฟ้องยังกล่าวยืนยันว่าการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533และมติของที่ประชุมฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีคำขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 เสียจึงไม่มีประเด็นว่า การประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533ที่ประชุมได้มีการลงมติหรือไม่ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดการกำหนดประเด็นของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1197 วรรคสองกำหนดให้บริษัทมีหน้าที่ส่งสำเนางบดุลให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนของบริษัทก่อนรับนัดประชุมไม่น้อยกว่าสามวัน หากบริษัทใดฝ่าฝืนต้องรับโทษตาม พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิฯ มาตรา 18(2) ฉะนั้นโจทก์กับจำเลย จะตกลงปฏิบัติต่อกันให้แตกต่างไปจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1197 วรรคสองไม่ได้ เมื่อจำเลยมิได้ส่งสำเนางบดุลไปยังผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนรวมทั้งโจทก์ก่อนรับนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน การลงมติในการประชุมในระเบียบวาระที่ 2 เรื่องรับรองงบการเงินจึงไม่ชอบโจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนเสียได้ โจทก์ขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่หลายเหตุและได้ยกเหตุดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์ แต่โจทก์ถอนอุทธรณ์ดังกล่าวและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์นั้นแล้วทั้งโจทก์มิได้ยกเหตุดังกล่าวขึ้นกล่าวไว้ในคำแก้อุทธรณ์เหตุดังกล่าวจึงมิใช่ข้อที่ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า การประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2533ของจำเลยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 และมติที่ประชุมใหญ่ในวันดังกล่าวเป็นโมฆะขอให้เพิกถอนการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2533 และมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวจำเลยให้การว่าการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2533เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 ชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของจำเลย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2534จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ถือหุ้นของจำเลยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มคนไทยรวมทั้งโจทก์ซึ่งมีนายเทพพงษ์ อัครบวร เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการถือหุ้นร้อยละ 16 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดกับกลุ่มชาวต่างประเทศถือหุ้นร้อยละ 84 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด กรรมการของจำเลยมี 5 คน เป็นชาวต่างประเทศ นายเกอร์ริต-แจน บารส์เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2534จำเลยโดยนายเกอร์ริต-แจน บารส์ ได้มีหนังสือบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 โดยเปลี่ยนแปลงวันประชุมจากเดิมวันที่ 30 มิถุนายน 2534 เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 เวลา 8.30 นาฬิกา ณ สำนักงานของจำเลยตามหนังสือพร้อมคำแปลเอกสารหมาย

จ.7/1 ก่อนวันนัดประชุม 3 วัน จำเลยไม่ได้สำเนางบดุลให้แก่โจทก์และผู้ถือหุ้นอื่น ในหนังสือบอกกล่าวนัดประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นมีเรื่องพิจารณาตามระเบียบวาระการประชุม 4 ข้อซึ่งข้อ 2 มีว่ารับรองงบการเงินประจำปี 2533ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อแรกตามฎีกาของโจทก์มีว่าการที่ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่า การประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 ที่ประชุมได้มีการลงมติหรือไม่เป็นการไม่ชอบหรือไม่ โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ในการประชุมใหญ่ดังกล่าวประธานที่ประชุมไม่ได้เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อให้โจทก์และผู้ถือหุ้นคนอื่นพิจารณาและไม่มีการลงมติในเรื่องที่ประชุม ทั้งตามคำแก้อุทธรณ์โจทก์ยืนยันว่าไม่มีการประชุมกันตามวาระการประชุม และไม่มีการออกเสียงลงมติในที่ประชุม

ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นที่โจทก์จะฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ดังกล่าวแต่อย่างใดที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2533จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ได้กล่าวในคำฟ้องตอนหนึ่งว่า ในการประชุมในวันที่ 30 กรกฎาคม 2534ประธานที่ประชุมไม่ได้ชี้แจงสอบถามและเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อให้โจทก์และผู้ถือหุ้นพิจารณาและไม่มีการลงคะแนนหรือลงมติในเรื่องที่ประชุมและไม่มีการอ่านข้อความที่เลขานุการที่ประชุมได้บันทึกไว้ แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมและเลขานุการที่ประชุมสนทนากันเพียงเบา ๆ และบันทึกข้อความเป็นภาษาต่างประเทศซึ่งโจทก์และผู้ถือหุ้นคนอื่นได้โต้แย้งคัดค้านและขอสำเนาบันทึกการประชุม แต่ประธานที่ประชุมปฏิเสธและกล่าวปิดประชุมทันทีดังนี้เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าการประชุมได้มีการลงมติกันไปตามบันทึกการประชุมดังกล่าวข้อความในคำฟ้องดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวถึงวิธีการประชุมที่ไม่ชอบเท่านั้นเพราะตอนท้ายของคำฟ้องโจทก์ได้กล่าวยืนยันว่าการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 และมติของที่ประชุมฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย และมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 ซึ่งนัดประชุมวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 เสียซึ่งข้อนี้จำเลยให้การว่า ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นซึ่งนัดประชุมวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 ได้พิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระการประชุมและมีการลงมติตามวาระชอบด้วยกฎหมายแล้วแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาในคำฟ้องของโจทก์เป็นอย่างดีคดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533ที่ประชุมได้มีการลงมติหรือไม่ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด การกำหนดประเด็นในชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบ ต้องถือว่าในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 ได้มีการประชุมและลงมติแล้วปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อมามีว่า การที่จำเลยไม่ส่งสำเนางบดุลให้โจทก์และผู้ถือหุ้นอื่นก่อนวันนัดประชุมใหญ่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน เป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นเหตุให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1197 วรรคสอง บัญญัติว่า"

อนึ่ง ให้ส่งสำเนางบดุลไปยังบุคคลทุกคนบรรดามีชื่อในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทแต่ก่อนวันนัดประชุมใหญ่ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน" ตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่าบริษัทจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งสำเนางบดุลให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกคนของบริษัทก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 3 วัน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นตรวจดูผลการประกอบการว่าจำเลยมีหนี้สินและสินทรัพย์อะไรบ้าง จำนวนเท่าใด เพื่อจะได้ทราบถึงสถานะทางการเงินของบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ ถ้าหากบริษัทใดฝ่าฝืนไม่ส่งสำเนางบดุลให้แก่ผู้ถือหุ้น บริษัทนั้นจะได้รับโทษอาญาตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดบริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 18(2)ซึ่งมีระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

โจทก์กับจำเลยจะตกลงยินยอมที่จะปฏิบัติต่อกันให้แตกต่างไปจากมาตรา 1197 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาได้ไม่ กรณีไม่มีเหตุใด ๆที่กรรมการของจำเลยจะกล่าวอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ส่งสำเนางบดุลให้ผู้ถือหุ้นก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 3 วัน หรือจะส่งงบดุลให้ผู้ถือหุ้นในวันประชุมใหญ่สำหรับที่โจทก์ฎีกาว่ารายงานการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2534 ตามเอกสารหมาย ล.5 จำเลยมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วันตามที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 90 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟังนั้น เมื่อโจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า ในการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นได้มีการประชุมและมติที่ประชุมไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ในการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์โจทก์กลับไม่อ้างรายงานการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 จากจำเลยทั้ง

ๆ ที่โจทก์อ้างได้อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อจำเลยอ้างส่งรายงานการประชุมใหญ่เอกสารหมาย ล.5ซึ่งเป็นพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดีแม้จำเลยมิได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้โจทก์ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน แต่ศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานดังกล่าว ศาลย่อมรับฟังเอกสารหมาย ล.5ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2)จากรายงานการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นของจำเลยครั้งที่ 1/2534เอกสารหมาย ล.5 ปรากฏว่า ประธานที่ประชุมได้เสนอเรื่องงบการเงินประจำปี 2533 ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระการประชุมข้อ 2 ให้ที่ประชุมพิจารณาและประธานที่ประชุมขอการรับรองจากที่ประชุมเพื่อรับรองงบการเงินประจำปี 2533 ซึ่งจัดทำโดยผู้ตรวจสอบบัญชี

เนื่องจากเหตุผลซึ่งได้ระบุไว้ในรายงานผู้ตรวจสอบบัญชีปีก่อน ๆสำหรับการรับรองงบการเงิน ที่ประชุมมีมติเห็นพ้องต้องกันในการรับรองงบกำไรขาดทุนปี 2533 แต่ไม่รับรองงบดุล ดังนี้แม้จะแสดงว่าเรื่องงบการเงินตามระเบียบวาระการประชุมข้อ 2ได้มีการพิจารณาและลงมติโดยเสียงส่วนใหญ่ของผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศซึ่งถือหุ้นรวมกันร้อยละ 84 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยและที่ประชุมมีมติโดยเสียงส่วนใหญ่รับรองงบกำไรขาดทุนประจำปี 2533 แต่ไม่รับรองงบดุลก็ตามแต่งบกำไรขาดทุนย่อมเกี่ยวโยงและผูกพันถึงงบดุลของจำเลยณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2533 อยู่ด้วยและมติของที่ประชุมที่ได้รับรองงบกำไรขาดทุนอยู่ในระเบียบวาระเดียวกันกับวาระพิจารณางบดุลเมื่อจำเลยมิได้ส่งสำเนางบดุลดังกล่าวไปยังผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยทุกคนรวมทั้งโจทก์ก่อนวันนัดประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน

อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 1197 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมาตรา 18(2) แห่งพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 การลงมติในการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นในระเบียบวาระที่ 2 เรื่องรับรองงบการเงินประจำปี 2533จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโจทก์ย่อมขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ในระเบียบวาระที่ 2 เสียได้ที่โจทก์ฎีกาขอให้เพิกถอนการประชุมใหญ่ทุกเรื่องซึ่งที่ประชุมพิจารณาทุกระเบียบวาระการประชุมนั้น เห็นว่า โจทก์ขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่หลายเหตุ แต่เหตุที่โจทก์อ้างว่าการประชุมใหญ่ไม่ได้ทำหนังสือบอกกล่าวเรื่องระเบียบวาระการประชุมให้แก่ผู้ถือหุ้นก่อนวันนัดประชุมไม่น้อยกว่า 4 สัปดาห์ตามข้อบังคับของจำเลยก็ดีไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีภายใน 120 วัน

นับแต่วันปิดบัญชีบริษัทก็ดี และประธานที่ประชุมปฏิบัติไม่ชอบก็ดี แม้โจทก์จะได้ยกเหตุดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์แต่ต่อมาโจทก์ได้ขอถอนอุทธรณ์ดังกล่าวและศาลอุทธรณ์อนุญาตให้โจทก์ถอนอุทธรณ์นั้นแล้วทั้งโจทก์มิได้ยกเหตุดังกล่าวขึ้นกล่าวไว้ในคำแก้อุทธรณ์ แสดงว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะยกเหตุนั้นให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอีกต่อไปแล้ว โจทก์จึงไม่อาจยกขึ้นกล่าวอ้างในฎีกาเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ด้วยเหตุดังกล่าวได้เพราะมิใช่ข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์บางส่วนฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2533 ของจำเลย ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2534เฉพาะระเบียบวาระที่ 2 เรื่องรับรองงบการเงินประจำปี 2533เท่านั้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมภพ โชติกวณิชย์ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · สวรรค์ ศักดารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้