Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5852/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ระยะเวลาบอกล้างโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 865 วรรคสอง ไม่ใช่อายุความ จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191(เดิม) ที่จะย่นเข้าไม่ได้เมื่อจำเลยผู้รับประกันชีวิตยอมลดระยะเวลาในการบอกล้างโมฆียะกรรมจากกำหนด 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาประกันชีวิตลงมาเป็นกำหนด 2 ปีนับแต่วันที่จำเลยอนุมัติให้ต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิต จำเลยจึงต้องผูกพันตามนั้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

ระยะเวลาบอกล้างโมฆียะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 865 วรรคสอง ไม่ใช่อายุความ จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191(เดิม) ที่จะย่นเข้าไม่ได้เมื่อจำเลยผู้รับประกันชีวิตยอมลดระยะเวลาในการบอกล้างโมฆียะกรรมจากกำหนด 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาประกันชีวิตลงมาเป็นกำหนด 2 ปีนับแต่วันที่จำเลยอนุมัติให้ต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิต จำเลยจึงต้องผูกพันตามนั้นโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2525 นายครรชิต ไชยาคมได้ทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับจำเลย โดยโจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ ต่อมานายครรชิตถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจวายเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2529 อันเป็นช่วงระยะเวลาอยู่ในระหว่างการคุ้มครองและมีผลบังคับของกรมธรรม์ประกันชีวิต

จำเลยจะต้องจ่ายเงินที่เอาประกันชีวิตให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 530,000 บาทโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงสาเหตุแห่งการตายของนายครรชิตผู้เอาประกันชีวิตเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2529 และได้ส่งเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายครรชิต รวมทั้งได้มอบกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าวให้แก่จำเลยเพื่อขอรับเงินประกันชีวิตจากจำเลย จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระเงินให้โจทก์อ้างว่าได้บอกล้างกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าวแล้ว เพราะนายครรชิตผู้เอาประกันชีวิตได้ให้ถ้อยคำในคำขอต่ออายุกรมธรรม์ว่า สุขภาพสมบูรณ์ ไม่เคยเจ็บป่วยทำให้จำเลยสำคัญผิดต่ออายุกรมธรรม์ให้นายครรชิต ก่อนจำเลยจะรับประกันชีวิตก็ดี ต่ออายุกรมธรรม์ดังกล่าวก็ดี จำเลยได้ส่งแพทย์ของจำเลยมาทำการตรวจร่างกายของนายครรชิตแล้ว

หากจะมีความผิดพลาดจากความจริงก็เป็นความผิดพลาดของแพทย์ของจำเลยซึ่งควรจะรู้ได้เช่นนั้น ถ้าได้ใช้ความระมัดระวังอันจะพึงคาดหมายได้เช่นวิญญูชน การบอกเลิกสัญญาของจำเลยมิได้บอกล้างภายในกำหนดระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่โจทก์ได้แจ้งรายละเอียดสาเหตุแห่งการตายของผู้เอาประกันชีวิตให้ผู้รับประกันชีวิตทราบมูลอันจะบอกล้างได้ จึงถือว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับไปตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยรับผิดชดใช้เงินจำนวน 537,949.92 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 530,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จให้แก่โจทก์จำเลยให้การว่า นายครรชิตปิดบังความจริงและไม่ให้ถ้อยแถลงความจริงต่อจำเลยจึงเป็นเหตุให้จำเลยพิจารณาต่ออายุกรมธรรม์ให้นายครรชิต

หากนายครรชิตให้ถ้อยแถลงตามความเป็นจริงแล้วจำเลยจะบอกปัดไม่ต่ออายุกรมธรรม์หรือทำสัญญาประกันชีวิตให้สัญญาประกันชีวิตดังกล่าวจึงเป็นโมฆียะกรรม จำเลยได้รับแจ้งจากโจทก์ว่านายครรชิตถึงแก่ความตายด้วยโรคหัวใจวายเมื่อวันที่13 ธันวาคม 2529 จำเลยได้ทำการสอบสวนพิสูจน์มรณกรรมตามวิธีการของจำเลย เมื่อจำเลยทราบถึงสาเหตุแห่งการที่สัญญาประกันชีวิตรายนี้เป็นโมฆียะกรรมตามที่ได้กล่าวไว้แล้ว จำเลยก็ได้ปฏิเสธความรับผิดและบอกล้างกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าวโดยแจ้งให้โจทก์ทราบแล้วเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2530 และคืนเบี้ยประกันให้โจทก์ไปแล้วเป็นเงิน 44,804.52 บาท โดยโจทก์ได้รับไปแล้ว ดังรายละเอียดหนังสือลงวันที่ 30 มกราคม 2530 สัญญารับประกันชีวิตก็ดี

การต่ออายุกรมธรรม์ของนายครรชิตก็ดีจึงตกเป็นโมฆะ คือ เสียเปล่าตั้งแต่เริ่มแรก โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับเงินประกันชีวิตหรือสินไหมมรณกรรมจำเลยไม่มีหน้าที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 530,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม2529 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จให้โจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าระหว่างที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยแล้ว แต่ยังมิได้ส่งสำนวนไปยังศาลฎีกานายชัยยะ ไชยาคมยื่นคำร้องว่า โจทก์ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2534นายชัยยะเป็นบุตรโจทก์และเป็นทายาทจึงขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งอนุญาต

เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตให้นายชัยยะเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ให้เพิกถอนคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว และศาลฎีกาได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมาแล้วได้ความว่า นายชัยยะเป็นทายาทของโจทก์จึงอนุญาตให้นายชัยยะเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะได้จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ระยะเวลาในการบอกล้างโมฆียะกรรมตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสองเป็นอายุความ ต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 191 (เดิม) เห็นว่า ระยะเวลาบอกล้างโมฆียะกรรมไม่ใช่อายุความจึงไม่อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 (เดิม)ที่จะย่นเข้าไม่ได้

เมื่อจำเลยสมัครใจยอมลดระยะเวลาในการบอกล้างโมฆียะกรรมจากกำหนด 5 ปี นับแต่วันทำสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 865 วรรคสอง ลงมาเป็นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยอนุมัติให้ต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิต จำเลยจึงต้องผูกพันตามนั้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · นิเวศน์ คำผอง · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7064/2558

แม้คดีนี้ถึงที่สุดตามคำสั่งศาลฎีกาที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกาแล้วก็ตาม แต่ในชั้นบังคับคดีจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลย อันเป็นข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเกี่ย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2555 (เลขอ้างอิง 554427)

คำฟ้องของโจทก์ทั้งหมดบรรยายว่า โจทก์ทั้งหมดมีสิทธิได้รับการปรับอัตราค่าจ้างและได้รับบำเหน็จในส่วนที่ขาดตามมติคณะรัฐมนตรีและบันทึกข้อตกลงซึ่งเป็นสภาพแห่งข้อหา โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6303/2552

จำเลยที่ 1 ได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2550 ซึ่งเป็นการถึงแก่กรรมระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 และเจ้าหน้าที่ศาลได้รายงานผลการส่งหมายแจ้งวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 2 เม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6121/2550

ก่อนถึงวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาเรื่องการขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 1 ทนายจำเลยที่ 1 ได้แถลงให้ศาลชั้นต้นทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายแล้ว ในกรณีเช่นนี้ ศาลชั้นต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3717/2546

ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสี่แล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ที่ขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้