Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2557 (เลขอ้างอิง 585466)

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้บริษัท พ. ซึ่งเป็นบริษัทแม่จะถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ของบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทลูกก็ตาม แต่ก็เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน การที่โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการรองผู้จัดการของบริษัท พ. อยู่แล้วได้รับมอบหมายจากบริษัท พ. ให้ไปปฏิบัติงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ด้วย การที่โจทก์ไปดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ย่อมมีอำนาจในการบริหารวางแผนและมีอำนาจสูงสุด จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้แต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่ผู้ที่ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แม้ค่าตอบแทนในการบริหารงานที่โจทก์ได้รับจากการบริหารงานในบริษัทต่าง ๆ หลายบริษัทซึ่งรวมทั้งเงินที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อยู่ด้วย ก็เป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงบริษัทกลุ่ม พ. กำหนดไว้ว่าจะได้รับจากบริษัทใดจำนวนเท่าใด ไม่ทำให้เข้าใจไปได้ว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กำหนดค่าตอบแทนให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใดได้เอง ส่วนการหักภาษีเงินได้และเงินกองทุนประกันสังคมในแต่ละบริษัทเห็นได้ว่าเป็นการคำนวณจากค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการที่ผู้บริหารระดับสูงบริษัทกลุ่ม พ. กำหนดให้กระจายความรับผิดชอบไปให้แต่ละบริษัทที่โจทก์เข้าไปบริหารงานนั่นเอง เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ที่ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แต่กลับเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ไปเป็นผู้บริหารงานและมีอำนาจสูงสุดในการบริหารบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เช่นนี้ โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 2 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ และเรียกจำเลยทั้งสองในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ สำนวนแรกโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 53,333.33 บาท เงินโบนัสเป็นเงิน 1,092,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 6,240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 8,000 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดและให้จ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ของค่าชดเชยที่ค้างจ่ายทุก 7 วันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เป็นเงิน 55,495.08 บาท แก่โจทก์

สำนวนหลังโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 53,333.33 บาท เงินโบนัสเป็นเงิน 1,092,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 6,240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 8,000 บาท และค่าชดเชยเป็นเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด และให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ 15 ของค่าชดเชยที่ค้างจ่ายทุกระยะ 7 วัน จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์เป็นเงิน 32,400 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาคู่ความแถลงร่วมกันว่า คู่ความตกลงท้ากันประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ และได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทดังนี้ 1. โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ หากฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 จะชำระค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงิน 720,000 บาท แก่โจทก์ หากฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ให้ศาลพิพากษายกฟ้อง 2. โจทก์มีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่ หากศาลพิจารณาว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ค่าเสียหายส่วนนี้โจทก์และจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่สืบพยาน ให้ศาลใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ 3.

เงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากฟังได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โจทก์จะได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ตามที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจ่ายให้ตามจริง หากฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โจทก์จะไม่ได้รับเงินส่วนนี้ ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษายกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำงานในบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ต่อมาโจทก์ได้เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2540 ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ได้รับเงินเดือน เดือนละ 40,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้เข้าทำงานกับจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2546 ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ได้รับเงินเดือน เดือนละ 40,000 บาท จนกระทั่งในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ได้เลิกจ้างโจทก์ แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสามต่อไปว่า บริษัทกลุ่มแพนมีประมาณ 60 บริษัท มีการแบ่งโซนโดยพลเอกเชิญชัย รับผิดชอบโซนศรีราชา

กบินทร์บุรี ระยอง มีบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทแม่และถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ในจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โดยบริษัทต่าง ๆ ในเครือจะแบ่งหน้าที่กันผลิตสินค้าอุปกรณ์รองเท้าและส่งให้บริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ผลิต โจทก์ดำรงตำแหน่งกรรมการ (ที่ถูกน่าจะเป็นกรรมการรองผู้จัดการ) ผู้จัดการบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ด้วย นอกจากนี้พลเอกเชิญชัยยังได้มอบหมายให้โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อีกทั้งยังมอบหมายให้ปฏิบัติงานในกลุ่มบริษัทแพนอีกหลายบริษัท รวมเงินเดือนที่โจทก์ได้รับทั้งสิ้น 214,900 บาท และการปฏิบัติงานต่าง ๆ โจทก์ไม่จำต้องเข้าปฏิบัติงานเต็มเวลา โดยปกติจะสั่งงานทางโทรศัพท์และเข้าประชุมพนักงานและจะเข้าบริษัทต่าง

ๆ สัปดาห์ละ 1 วัน การที่โจทก์ดำรงตำแหน่งกรรมการรองผู้จัดการบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) และยังได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 และกรรมการบริหารบริษัทในเครืออีกหลายบริษัททำให้เห็นว่าการทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 โจทก์มีอำนาจในการบริหาร วางแผน ไม่ต้องทำงานตามเวลา โจทก์จึงไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 จึงถือว่าเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 แม้โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนแต่อัตราเงินเดือนของโจทก์น้อยกว่ากรรมการรองผู้จัดการ แต่เมื่อรวมเงินเดือนแต่ละบริษัทรวมกันกลับมีเงินเดือนถึง 214,900 บาท และหากเสร็จภารกิจในบริษัทในเครือแพน

พลเอกเชิญชัยก็เรียกตัวโจทก์กลับบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มได้ การทำงานของโจทก์จึงขึ้นอยู่กับผลงานและมติของคณะกรรมการบริหารบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ส่วนการหักเงินสมทบประกันสังคมเพื่อส่งเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายนั้นเป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อนำมาคำนวณรายได้ หากหักไว้เกินตามกฎหมายกำหนดก็มีสิทธิขอคืนจากกรมสรรพากรหรือสำนักงานประกันสังคมแล้วแต่กรณี ลำพังการหักเงินเดือนดังกล่าวยังไม่ถือว่าเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย แม้โจทก์จะอ้างว่าตนมิได้เป็นผู้ก่อตั้งจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แต่โจทก์ได้รับแต่งตั้งจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่คือบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์

จำกัด (มหาชน) เข้าเป็นกรรมการผู้จัดการและกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แล้วในการบริหารจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โจทก์มีอำนาจสูงสุด มีอิสระ ถือว่าโจทก์เป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์และจำเลยทั้งสามท้ากันในประเด็นว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 จึงถือว่าตรงตามคำท้ากัน โจทก์จึงต้องแพ้ตามคำท้า ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทข้ออื่น ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า แม้บริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่จะเป็นผู้ถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ของบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบริษัทลูกก็ตาม แต่ก็เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกัน

การที่โจทก์ได้รับมอบหมายจากพลเอกเชิญชัย ผู้รับผิดชอบโซนศรีราชา กบินทร์บุรี ระยอง อันมีบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ให้ไปเป็นกรรมการผู้จัดการจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ด้วย โจทก์ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการรองผู้จัดการบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) อยู่แล้วก็ต้องไปปฏิบัติงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ตามที่ได้รับมอบหมายจากพลเอกเชิญชัย การที่โจทก์ไปดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โจทก์ย่อมมีอำนาจในการบริหารวางแผนและมีอำนาจสูงสุด จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 มิได้แต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โจทก์จึงมิใช่ผู้ที่ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 และแม้ค่าตอบแทนในการบริหารงานที่โจทก์ได้รับจากการบริหารงานในบริษัทต่าง

ๆ หลายบริษัทซึ่งรวมทั้งเงินที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 อยู่ด้วยก็เป็นเรื่องที่ผู้บริหารระดับสูงกลุ่มแพนกำหนดไว้ว่าจะได้รับจากบริษัทใดจำนวนเท่าใด ไม่ทำให้เข้าใจไปได้ว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 กำหนดค่าตอบแทนให้แก่โจทก์จำนวนเท่าใดได้เอง ส่วนการหักภาษีเงินได้และเงินกองทุนประกันสังคมในแต่ละบริษัทเห็นได้ว่า เป็นการคำนวณจากค่าตอบแทนที่โจทก์ได้รับจากการที่ผู้บริหารระดับสูงกลุ่มแพนกำหนดให้กระจายความรับผิดชอบไปให้แต่ละบริษัทที่โจทก์เข้าไปบริหารงานนั่นเอง เมื่อโจทก์มิใช่ผู้ที่ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 แต่กลับเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ไปเป็นผู้บริหารงานและมีอำนาจสูงสุดในการบริหารบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เช่นนี้

โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยให้โจทก์แพ้ตามคำท้าและพิพากษายกฟ้อง โดยไม่วินิจฉัยในประเด็นข้ออื่นชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินสมทบในส่วนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โดยอ้างว่าเป็นกองทุนคนละกองกับในส่วนของบริษัทแพนเอเซียฟุตแวร์ จำกัด (มหาชน) นั้น เมื่อโจทก์แพ้ตามคำท้า โจทก์จึงไม่ได้รับเงินส่วนนี้ตามคำท้า ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นให้นอกเหนือคำท้าได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิทยา บุญชู · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ศาลล่าง
ศาลแรงงานภาค 2 - นายธีระ กิ่งแก้ว
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร952-953/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
รย497/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
รย124/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้