Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58581)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา2 คน พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองฎีกา ผู้พิพากษาคนเดียวมีคำสั่งว่า คดีไม่มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้ยกคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งฎีกาว่า ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของจำเลยทุกข้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า การพิจารณาคำร้องขอให้รับรองฎีกานั้นจะต้องมีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สองคนเป็นองค์คณะพิจารณาแต่ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ปรากฏว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาสั่งคำร้องของ จำเลย ทั้งที่ตามคำร้องดังกล่าวได้ขอให้ผู้พิพากษาทั้งสองคนรับรองฎีกาดังนั้นคำสั่งเรื่องรับรองฎีกาจึงไม่ถูกต้องตามกระบวนวิธีพิจารณาความ และศาลชั้นต้นควรรอการสั่งฎีกาไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลคำสั่งการรับรองฎีกาของจำเลย โปรดมีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้พิพากษาที่ไม่รับรองฎีกาแล้วให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อีกคนหนึ่งพิจารณารับรองฎีกาของจำเลยด้วยและให้กลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยให้ศาลชั้นต้นรอฟังคำสั่งเกี่ยวกับการขอรับรองฎีกาของจำเลยต่อไปหมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 201)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1777 ตำบลชะอำอำเภอชะอำจังหวัดเพชรบุรีให้โจทก์เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวาตามกรอบเส้นสีแดงในแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้แก่โจทก์หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองฎีกา ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์คนเดียวมีคำสั่งไม่รับรองฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 184,181,187)จำเลยจึงยื่นคำร้องสอบฉบับนี้ (อันดับ 190,192)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว การพิจารณาคำร้องขอให้รับรองฎีกานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ได้บัญญัติถึงข้อยกเว้นของคดีที่ต้องห้าม ฎีกาในข้อเท็จจริง จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ต้องเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ได้มีความเห็นแย้ง หรือผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดีได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรจะฎีกาได้ ฯลฯซึ่งในการสั่งคำร้องดังกล่าว เป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 21(2) หาจำต้องประกอบด้วยองค์คณะของการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีไม่ เมื่อตามคำร้องขอให้รับรองในข้อเท็จจริงเป็นการขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทั้งสองคนรับรองนั้นไม่เป็นการแน่ชัดว่าจะขอให้คนใดรับรอง ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คนใดคนหนึ่งได้พิจารณาคำร้องของ จำเลยแล้วก็ต้องถือว่าได้พิจารณา คำขอตามคำร้องนั้นเป็นการครบถ้วนแล้ว การที่นายอำนวย หมวดเมืองผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์คนเดียวมีคำสั่งดังกล่าวจึงชอบแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องส่งไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นพิจารณาสั่งอีก และเมื่อฎีกาของจำเลยต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงและไม่มีการรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้และแม้จะมีคำร้องของจำเลยลงวันที่ 17 ธันวาคม 2536 ขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อีกคนหนึ่งรับรองฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่ก็เป็นการขอให้รับรอง เมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลาที่จะฎีกาได้ ดังนี้การที่ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยจึงชอบแล้วเช่นกันให้ยกคำร้อง คืนค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่เสียเกิน 160 บาทให้จำเลย และคืนค่าขึ้นศาลในส่วนของคำฟ้องฎีกาให้จำเลยทั้งหมดด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 247 ป.วิ.พ. มาตรา 248 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 21

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 479 - 480/2537นายฮวด ตันฑวงศ์โจทก์นางประนอม ภัทรธิยานนท์จำเลยนางประนอม ภัทรธิยานนท์ จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 247, ม. 248 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 21 (2)ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา2 คน พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองฎีกา ผู้พิพากษาคนเดียวมีคำสั่งว่า คดีไม่มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้ยกคำร้อง ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งฎีกาว่า ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาของจำเลยทุกข้อเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า การพิจารณาคำร้องขอให้รับรองฎีกานั้นจะต้องมีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์สองคนเป็นองค์คณะพิจารณาแต่ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ปรากฏว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เพียงคนเดียวเป็นผู้พิจารณาสั่งคำร้องของ จำเลย ทั้งที่ตามคำร้องดังกล่าวได้ขอให้ผู้พิพากษาทั้งสองคนรับรองฎีกาดังนั้นคำสั่งเรื่องรับรองฎีกาจึงไม่ถูกต้องตามกระบวนวิธีพิจารณาความ และศาลชั้นต้นควรรอการสั่งฎีกาไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลคำสั่งการรับรองฎีกาของจำเลย

โปรดมีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้พิพากษาที่ไม่รับรองฎีกาแล้วให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อีกคนหนึ่งพิจารณารับรองฎีกาของจำเลยด้วยและให้กลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฎีกาของจำเลยให้ศาลชั้นต้นรอฟังคำสั่งเกี่ยวกับการขอรับรองฎีกาของจำเลยต่อไปหมายเหตุ โจทก์แถลงคัดค้าน (อันดับ 201)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1777 ตำบลชะอำอำเภอชะอำจังหวัดเพชรบุรีให้โจทก์เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวาตามกรอบเส้นสีแดงในแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้แก่โจทก์หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกา พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองฎีกา

ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์คนเดียวมีคำสั่งไม่รับรองฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 184,181,187)จำเลยจึงยื่นคำร้องสอบฉบับนี้ (อันดับ 190,192)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว การพิจารณาคำร้องขอให้รับรองฎีกานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ได้บัญญัติถึงข้อยกเว้นของคดีที่ต้องห้าม ฎีกาในข้อเท็จจริง จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ต้องเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลอุทธรณ์ได้มีความเห็นแย้ง หรือผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ดี ศาลอุทธรณ์ก็ดีได้รับรองไว้หรือรับรองในเวลาตรวจฎีกาว่ามีเหตุสมควรจะฎีกาได้ ฯลฯซึ่งในการสั่งคำร้องดังกล่าว เป็นอำนาจของผู้พิพากษาคนเดียวตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 21(2)

หาจำต้องประกอบด้วยองค์คณะของการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีไม่ เมื่อตามคำร้องขอให้รับรองในข้อเท็จจริงเป็นการขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ทั้งสองคนรับรองนั้นไม่เป็นการแน่ชัดว่าจะขอให้คนใดรับรอง ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์คนใดคนหนึ่งได้พิจารณาคำร้องของ จำเลยแล้วก็ต้องถือว่าได้พิจารณา คำขอตามคำร้องนั้นเป็นการครบถ้วนแล้ว การที่นายอำนวย หมวดเมืองผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์คนเดียวมีคำสั่งดังกล่าวจึงชอบแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องส่งไปให้ผู้พิพากษาคนอื่นพิจารณาสั่งอีก และเมื่อฎีกาของจำเลยต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงและไม่มีการรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงได้และแม้จะมีคำร้องของจำเลยลงวันที่ 17 ธันวาคม 2536 ขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อีกคนหนึ่งรับรองฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่ก็เป็นการขอให้รับรอง

เมื่อล่วงเลยกำหนดระยะเวลาที่จะฎีกาได้ ดังนี้การที่ ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยจึงชอบแล้วเช่นกันให้ยกคำร้อง คืนค่าคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่เสียเกิน 160 บาทให้จำเลย และคืนค่าขึ้นศาลในส่วนของคำฟ้องฎีกาให้จำเลยทั้งหมดด้วย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6942/2558

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ การที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10927/2557

โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์เพิ่มเติมจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาตามทุนทรัพย์ในศาลชั้นต้น จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ที่โจทก์เสียเกินมา และ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10565/2557

เดิมจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้สร้างรั้วคอนกรีตล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง แต่หลังจากที่มีการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินจนทราบว่าจำเลยสร้างรั้วล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยขอแก้ไขคำให้การเด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2551

พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้นิติบุคคลเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์" มาตรา 6 บัญญัติว่า "ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้