Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5863/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินไว้ จำเลยจะนำสืบการใช้เงินต้นเงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง แต่สำเนาสัญญากู้ยืมที่โจทก์ส่งคืนจำเลยไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้เวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืมแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่สามารถนำสืบการใช้ต้นเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ ส่วนการนำสืบการชำระดอกเบี้ยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง จำเลยนำสืบได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2541 จำเลยทำสัญญากู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 776,100 บาท ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนเสร็จสิ้นวันที่ 3 ธันวาคม 2541 ถึงกำหนดจำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 848,314.51 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 776,100 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อประมาณปลายปี 2538 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 200,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2540 โจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระทบเข้ากับต้นเงิน แล้วโจทก์กับจำเลยทำสัญญากู้เงินจำนวน 459,355 บาท ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2540 จำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าว โจทก์จึงนำดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ในต้นเงินจำนวน 459,355 บาท มาทบเป็นต้นเงินแล้วทำสัญญากู้เงินเป็นเงินจำนวน 597,000 บาท กำหนดชำระวันที่ 2 มิถุนายน 2541 เมื่อถึงวันดังกล่าวจำเลยไม่ชำระให้แก่โจทก์อีก โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ในต้นเงินจำนวน 597,000 บาท แล้วนำมาทบเป็นต้นเงินทำสัญญากู้เงินลงวันที่ 3 มิถุนายน 2541 ระบุเงินกู้ 776,100 บาท

กำหนดชำระวันที่ 3 ธันวาคม 2541 โดยจำเลยไม่ได้รับเงินจำนวนดังกล่าว โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดจากจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อต้นปี 2542 โจทก์กับจำเลยตกลงประนีประนอมยอมความกันเรื่องหนี้เงินกู้ครั้งนี้ โดยญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายช่วยไกล่เกลี่ยได้ข้อตกลงว่าโจทก์คิดต้นเงินกู้และดอกเบี้ยประเภทละ 200,000 บาท รวม 400,000 บาท จากจำเลย จำเลยตกลงและชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 312,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ลายมือชื่อในช่องผู้กู้เอกสารหมาย จ.1, ล.1 ถึง ล.4 เป็นลายมือชื่อของจำเลย สำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ เอกสารหมาย ล.6 ต้นฉบับคือเอกสารหมาย จ.1 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 200,000 บาท หรือจำนวน 312,000 บาท จำเลยมีตัวจำเลยและนายสงบ สิทธิศักดิ์ เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท แต่จำเลยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือมาแสดง จำเลยจึงไม่สามารถยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยชำระเงินกู้แก่โจทก์แล้วหรือไม่

จำเลยนำสืบว่า จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วเป็นเงินจำนวน 400,000 บาท และโจทก์ได้ส่งมอบสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่ เอกสารหมาย ล.6 แก่จำเลยแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยจะนำสืบการใช้เงินต้นเงินได้ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดงหรือเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมนั้นได้เวนคืนแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคสอง เอกสารหมาย ล.6 เป็นสำเนาไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืม ถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้เวนคืนหลักฐานแห่งการกู้ยืมแก่จำเลยแล้ว จำเลยจึงไม่สามารถจะนำสืบการใช้ต้นเงินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และแม้ว่าการนำสืบการชำระดอกเบี้ยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 653 วรรคสอง

ก็ตาม แต่จำเลยไม่มีหลักฐานการชำระเงินเป็นค่าดอกเบี้ยมาแสดง มีเพียงพยานบุคคลเบิกความลอย ๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้ชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธาดา กษิตินนท์ · พีรพล พิชยวัฒน์ · ฐานันท์ วรรณโกวิท
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3622/2568

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2568

แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 เป็นตารางจ่ายเงินกู้ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท ชำระเงินต้นงวดละ 29,200…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2162/2567

แม้จำเลยให้การรับว่าได้รับเงินโอนจากโจทก์แล้วทั้งยี่สิบครั้งและพิมพ์คำว่า "ตกลง" ในโปรแกรมไลน์ (LINE) ตามที่โจทก์ให้พิมพ์ แต่การรับของจำเลยเป็นการรับตามที่ปรากฏในฟ้องเท่านั้น จำเลยยังมีข้อต่อสู้ว่าการ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1650/2567

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินกู้จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงินจากโจทก์เพียง 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน หักดอกเบี้ยล่วงหน้า ได้รับเงินกู้เพียง 45,…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้