Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58635)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาในข้อ 2 ที่ว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แต่ศาลฟังว่าเป็นการใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 265,268 โดยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายการกระทำความผิดตามมาตรา 265 จำเลยจะต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือในการทำและปลอมแปลง ในทางพิจารณาและในสำนวนยังไม่ปรากฏว่า มีอุปกรณ์ในการกระทำความผิดดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่าจำเลย เป็นผู้ปลอมเอกสารจริงหรือไม่ จึงเป็นการต้องยอมรับตาม ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 268 เท่านั้น จึงไม่ควรนำเอามาตรา 265 เรื่องปลอมเอกสารราชการมาเป็น ข้อวินิจฉัยให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย จำเลยไม่เห็นด้วยกับโทษ ที่ศาลลงตามมาตรา 265 ซึ่งมีบทลงโทษถึงห้าปีโดยมิได้มีการ สืบพยานหลักฐานประกอบ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เพราะเป็นการโต้เถียงบทกฎหมายที่ศาลลงโทษ โปรดมีคำสั่งให้รับ ฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 42 แผ่นที่ 2)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,265,268,91 แต่เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ทำปลอมเอกสารนั้นเองจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268ประกอบ มาตรา 265 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 41)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 42 แผ่นที่ 2)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาว่าจำเลยรับสารภาพข้อหาใช้เอกสารปลอมเท่านั้น ส่วนการปลอมเอกสารโจทก์มิได้นำสืบถึงเรื่องการปลอมเอกสาร และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเครื่องมือหรือ อุปกรณ์ในการทำปลอม จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสาร และขอรอการลงโทษแก่จำเลยนั้นเห็นว่าคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ตามฟ้อง โจทก์หาจำต้องสืบพยานไม่ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็น การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษ จึงเป็น ปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 663/2537พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดโจทก์นางสาวมาลี แซ่ตั้งจำเลยนางสาวมาลี แซ่ตั้ง จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรกความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 จึงไม่รับจำเลยเห็นว่า ฎีกาในข้อ 2 ที่ว่าศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แต่ศาลฟังว่าเป็นการใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 265,268 โดยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายการกระทำความผิดตามมาตรา 265 จำเลยจะต้องมีอุปกรณ์เครื่องมือในการทำและปลอมแปลง ในทางพิจารณาและในสำนวนยังไม่ปรากฏว่า มีอุปกรณ์ในการกระทำความผิดดังกล่าวยังฟังไม่ได้ว่าจำเลย เป็นผู้ปลอมเอกสารจริงหรือไม่ จึงเป็นการต้องยอมรับตาม ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 268 เท่านั้น จึงไม่ควรนำเอามาตรา 265 เรื่องปลอมเอกสารราชการมาเป็น ข้อวินิจฉัยให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย

จำเลยไม่เห็นด้วยกับโทษ ที่ศาลลงตามมาตรา 265 ซึ่งมีบทลงโทษถึงห้าปีโดยมิได้มีการ สืบพยานหลักฐานประกอบ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย เพราะเป็นการโต้เถียงบทกฎหมายที่ศาลลงโทษ โปรดมีคำสั่งให้รับ ฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 42 แผ่นที่ 2)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,265,268,91 แต่เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ทำปลอมเอกสารนั้นเองจึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมตามมาตรา 268ประกอบ มาตรา 265 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง

คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว (อันดับ 41)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 42 แผ่นที่ 2)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว จำเลยฎีกาว่าจำเลยรับสารภาพข้อหาใช้เอกสารปลอมเท่านั้น ส่วนการปลอมเอกสารโจทก์มิได้นำสืบถึงเรื่องการปลอมเอกสาร และไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเครื่องมือหรือ อุปกรณ์ในการทำปลอม จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสาร และขอรอการลงโทษแก่จำเลยนั้นเห็นว่าคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ตามฟ้อง โจทก์หาจำต้องสืบพยานไม่ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็น การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานและการลงโทษ จึงเป็น ปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้นต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับนั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4447/2567

คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งของอันตนรู้ว่านำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้