เนื้อความคำพิพากษา
คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง เพื่อบังคับตามคำพิพากษาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแต่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์คือโฉนดที่ดินเลขที่ 12230, 12231ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่51 และ 52 ตารางวา เพื่อหารายได้ชำระหนี้โจทก์แทนการสั่งขายทอดตลาด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307โจทก์ไม่ยื่นคำคัดค้านศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้มีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์เพื่อหารายได้ชำระหนี้ให้
โจทก์แทนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 นั้น เห็นว่าแม้ที่ดินที่ถูกยึดดังกล่าวมีตึกแถว 3 ชั้น 2 คูหา และห้องแถวไม้เก่า ๆ ชั้นเดียว จำนวน 8 ห้อง ปลูกอยู่ แต่ได้ความจากคำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองว่าได้ใช้ตึกแถว 2 คูหา เป็นที่อยู่อาศัยและเก็บฟิล์มภาพยนตร์เตรียมไปฉายต่างจังหวัดไม่ได้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมและกสิกรรม จำเลยทั้งสองมีรายได้จากการให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ แสดงว่าตัวอสังหาริมทรัพย์นั้นเองในปัจจุบันมิได้มีรายได้ประจำปีจากการประกอบอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือกสิกรรมของลูกหนี้ตามคำพิพากษา รายได้จากการให้เช่าฟิล์มภาพยนตร์ไปฉายต่างจังหวัดก็มิใช่รายได้ประจำปีของอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์
กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่จะมีคำสั่งตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์แทนการขายทอดตลาดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน