Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5866/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่1ซึ่งเป็นลูกหนี้ฝ่ายเดียวทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยยอมใช้หนี้ให้แก่โจทก์เจ้าหนี้โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนเป็นเพียงขอเปลี่ยนวิธีการชำระหนี้เท่านั้นส่วนหนี้เดิมมีอยู่อย่างไรคงมีอยู่อย่างนั้นไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้จึงไม่เป็นการแปลงหนี้เดิมจึงหาระงับไปไม่จำเลยที่2ยังต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่1อยู่ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่าจำเลยที่1ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำนวนเงินเท่าไรมีจำเลยที่2ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมถือว่าคำฟ้องโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้วโดยระบุที่มาของหนี้จำนวนหนี้ที่ค้างชำระและความรับผิดของจำเลยที่1และที่2ไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจะต้องรับผิดอย่างไรฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม เอกสารส่วนหนึ่งของบัญชีกระแสรายวันซึ่งจำเลยที่1เปิดไว้กับโจทก์ซึ่งเป็นเอกสารเป็นชุดมีจำนวนประมาณ70แผ่นกรณีจึงต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา90(1)เดิมคู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานเช่นที่ว่านี้ไม่จำต้องยื่นหรือส่งสำเนาเอกสารให้จำเลยตรวจสอบก่อน3วัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ สาขาพิจิตร เป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี วันเดียวกันนั้น จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1309ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จำนวน1,125,195.23 บาท วันที่ 4 เมษายน 2529 จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์จำนวนดังกล่าว ตกลงผ่อนชำระให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท จนกว่าจะครบนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2529 เป็นต้นไป โดยมีจำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนเข้าค้ำประกันหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวทุกประการ

ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอม ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหลังจากวันที่ 4 เมษายน 2529 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพนี้แล้ว จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการหักทอนบัญชีของโจทก์ไม่ถูกต้อง ขอให้พิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,125,195.23 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2529เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1และที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์เฉพาะงวดที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดนับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้

คือวันที่ 4 เมษายน 2529 จนถึงวันที่ศาลมีคำพิพากษานี้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนกว่าชำระหนี้เสร็จหากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 1309 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิจิตร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษายืนจำเลย ที่ 1 และ ที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือไม่เห็นว่า

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ฝ่ายเดียวทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยยอมใช้หนี้ให้แก่โจทก์เจ้าหนี้ โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนเป็นเพียงขอเปลี่ยนวิธีการชำระหนี้เท่านั้น ส่วนหนี้เดิมมีอยู่อย่างไร คงมีอยู่อย่างนั้นไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงไม่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมจึงหาระงับไปไม่ จำเลยที่ 2ยังต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อยู่ ปัญหาวินิจฉัยประการที่สองมีว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จำนวนเงินเท่าไร มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมคิดถึงวันที่ 31 มีนาคม 2529 จำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์จำนวนเท่าไร จึงขอบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ถือว่าคำฟ้องโจทก์แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้ว โดยระบุที่มาของหนี้

จำนวนหนี้ที่ค้างชำระและความรับผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจะต้องรับผิดอย่างไร ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มิได้ส่งสำเนาเอกสารให้จำเลยตรวจสอบก่อน 3 วัน จึงรับฟังไม่ได้นั้น จำเลยที่ 1 ได้แถลงค้านต่อศาลศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารหมาย จ.7,จ.9 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 9 และแผ่นที่ 20 ให้แก่จำเลยตรวจสอบก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 6 ธันวาคม 2523 นั้น เห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 40 ซึ่งจำเลยที่ 1เปิดไว้กับโจทก์ซึ่งเป็นเอกสารเป็นชุดมีจำนวนประมาณ 70 แผ่นตามเอกสารที่จำเลยที่ 1 ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกจากโจทก์

กรณีจึงต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 (1) เดิมที่ใช้บังคับขณะมีการแถลงคัดค้านซึ่งบัญญัติว่า"เมื่อคู่ความฝ่ายใดอ้างอิงเอกสารเป็นชุด ซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบดีอยู่แล้วหรือสามารถตรวจตราให้ทราบได้โดยง่ายถึงความมีอยู่และความแท้จริงแห่งเอกสารนั้น เช่นจดหมายโต้ตอบระหว่างคู่ความในคดีหรือสมุดบัญชีการค้าและสมุดบัญชีธนาคาร หรือเอกสารในสำนวนคดีเรื่องอื่นคู่ความฝ่ายที่อ้างอิงพยานหลักฐานเป็นชุดเช่นที่ว่านี้ไม่จำต้องยื่นหรือส่งสำเนาเอกสารนั้น" ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานเอกสารของโจทก์ดังกล่าวจึงชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมคิด ไตรโสรัส · พรชัย สมรรถเวช · สถิตย์ ไพเราะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2540

คำบรรยายฟ้องโจทก์ได้ความชัดว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์โดยมีจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นผู้ทำสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันความรับผิดของจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1209/2537

โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2531โดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ตามสัญญากู้เงิน2 ฉบับ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2518 ไม่มีกำหนดเวลาชำระเงินคืนมีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4773/2533

สัญญากู้และสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลหนี้สืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ยืมหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินของโจทก์ไปเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวจำเลยอื่นในคดีอาญาแล้วถูกศาลสั่งขายทอดตลาดไป จำเลยที่ 1 ไ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1010/2524

จำเลยขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตต่อธนาคารโจทก์เพื่อส่งสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โจทก์เปิดให้ตามคำขอผู้ขายส่งสินค้ามาให้โจทก์ชำระราคาสินค้าให้แก่ผู้ขายไปแล้ว เมื่อสินค้ามาถึงโจทก์แจ้งให้จำเลยทราบเพื่อให้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8286/2550

คำฟ้องของโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ทำผิดระเบียบและฝ่าฝืนวิธีการขายรถยนต์ของโจทก์โดยขายรถยนต์ให้ลูกค้าได้เงินมาแล้วไม่ส่งมอบโจทก์จนครบถ้วน อันเป็นสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้