Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5867/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยได้เช่าห้องเช่า เกสท์เฮาส์มาจาก บ. มีกำหนดเวลา 9 ปี จำเลยดำเนินกิจการมาแล้ว 2 ปี เหลือเวลาอีก 7 ปี สามารถที่จะให้ ผู้เสียหายเช่าช่วงไปดำเนินกิจการต่อได้ตามกำหนดดังกล่าว ผู้เสียหายหลงเชื่อตกลงทำสัญญาเช่าช่วงจากจำเลยความจริง จำเลยทำสัญญาเช่าจาก บ. ไว้เพียง 3 ปี และไม่มีสิทธิจะให้เช่าช่วงได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก บ. การหลอกลวงของจำเลยทำให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจาก ผู้เสียหาย และทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายไม่ได้รับสิทธิการเช่าจาก บ. ตามกำหนดเวลาที่ทำไว้กับจำเลยการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 55,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยอัยการพิเศษประจำเขต 5 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมอัยการรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้ลงโทษจำคุก1 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 55,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยได้เช่าห้องเช่าชื่อบุญยังเกสท์เฮาส์จากนางบุญยัง แซ่โล้ว ปรากฏตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2530 จำเลยได้นำห้องเช่าดังกล่าวให้นายฉันทรักษ์ หิรัญกาญจน์ ผู้เสียหายเช่าช่วงมีกำหนดระยะเวลา 7 ปี ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงให้เช่าสิทธิการเช่าเอกสารหมาย จ.1 ในการเช่าดังกล่าวผู้เสียหายได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยไปเป็นเงินทั้งสิ้น 55,000 บาทเป็นค่าปลูกสร้างต่อเติมที่จำเลยดำเนินการไว้ก่อนให้เช่าจำนวน37,000 บาท ค่าเช่ารายเดือน 8,000 บาท และค่าโอนโทรศัพท์จำนวน 10,000 บาท ต่อมานางบุญยังแจ้งไปผู้เสียหายออกจากห้องเช่าอ้างว่า จำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำห้องเช่าไปให้ผู้เสียหายเช่าช่วงผู้เสียหายจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยข้อหาฉ้อโกงมีปัญหาวินิจฉัยว่า

จำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่าก่อนทำสัญญาเช่าจำเลยบอกผู้เสียหายว่าห้องเช่าบุญยังเกสท์เฮาส์เป็นของนางบุญยังจำเลยเป็นหลานนางบุญยังและมีหุ้นส่วนร่วมในธุรกิจหลายอย่างกับนางบุญยัง กับมีอำนาจให้เช่าห้องเช่าบุญยังเกสท์เฮาส์ได้นอกจากนี้จำเลยยังบอกผู้เสียหายอีกว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าห้องเช่าบุญยังเกสท์เฮาส์จากนางบุญยังมีกำหนด 9 ปีดำเนินกิจการมาแล้ว 2 ปี เหลือเวลาอีก 7 ปี จำเลยมีสิทธิให้ผู้เสียหายทำสัญญาเช่าได้ 7 ปี และโจทก์มีนางบุญยังเป็นพยานเบิกความว่า เดิมนางบุญยังให้จำเลยเช่าห้องเช่าบุญยังเกสท์เฮาส์มีกำหนด 9 ปี แต่นางบุญยังเห็นว่าผูกมัดเกินไป จึงได้ขอเปลี่ยนสัญญาเช่าใหม่มีกำหนด 3 ปี สัญญาเช่าที่ทำกับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 จึงมีหมายเหตุว่า สัญญาเช่าฉบับเดิมเป็นอันยกเลิก ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2531 นางบุญยังทราบว่า จำเลยนำไปให้ผู้เสียหายเช่าช่วงจึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยและให้จำเลยกับผู้เสียหายออกจากห้องเช่าผู้เสียหายอยู่ต่อมาอีก 1 เดือนก็ออกจากห้องเช่าไป

ศาลฎีกาเห็นว่าพยานโจทก์ทั้ง 2 ปากนี้ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนโดยเฉพาะนางบุญยังนั้นเป็นญาติห่าง ๆ กับจำเลยจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะปรักปรำจำเลย คำเบิกความก็ได้ความสอดคล้องต้องกัน เมื่อฟังประกอบกับบันทึกข้อตกลงให้เช่าสิทธิการเช่าตามเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยทำกับผู้เสียหายแล้วจึงเชื่อได้ว่า จำเลยได้ใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายว่าจำเลยได้เช่าห้องเกสท์เฮาส์มาจากนางบุญยังมีกำหนดเวลา 9 ปี จำเลยดำเนินกิจการมาแล้ว 2 ปี เหลือเวลาอีก 7 ปี สามารถที่จะให้ผู้เสียหายเช่าช่วงไปดำเนินกิจการต่อได้ตามกำหนดดังกล่าว การหลอกลวงของจำเลยนี้ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตกลงทำสัญญาเช่าช่วงจากจำเลย ซึ่งความจริงแล้วจำเลยทำสัญญาเช่าจากนางบุญยังไว้เพียง 3 ปี และไม่มีสิทธิที่จะให้เช่าช่วงได้

เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนางบุญยัง การหลอกลวงของจำเลยดังกล่าวทำให้จำเลยได้ไปซึ่งทรัพย์สินจำนวน 55,000 บาท จากผู้เสียหาย และทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหายโดยไม่ได้สิทธิการเช่าจากนางบุญยังตามกำหนดเวลาที่ทำไว้กับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 3,000 บาท อีกสถานหนึ่งส่วนโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสภณ จันเทรมะ · นาม ยิ้มแย้ม · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและมีคำขอให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้ในคดีอาญาข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงและคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2567

แม้ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว อันเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น และ พ.ร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จผ่านทางโปรแกรมเฟซบุ๊กตามฟ้อง เสนอขายสินค้าซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่มีเจตนาขายสินค้าดังกล่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1496/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่า จำเลยประกอบอาชีพให้บริการรับยื่นขอวีซ่า ใบถิ่นที่อยู่ ใบต่างด้าว และสามารถยื่นคำขอเปลี่ยนสั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้