Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5876/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยกับพวกได้ไปที่บ้านผู้เสียหายทั้งสองแล้วได้ใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองว่า จำเลยกับพวกสามารถส่งบุตรของผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้โดยต้องเสียเงินแก่จำเลยกับพวกผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อจึงได้มอบเงินจำนวน210,000 บาท แก่จำเลยกับพวกไป โดยความจริงจำเลยกับพวกไม่สามารถส่งคนไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ และการที่ผู้เสียหายทั้งสองติดตามไปที่บ้านของจำเลย แต่จำเลยกลับปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น แสดงว่าขณะที่จำเลยกับพวกไปชักชวนผู้เสียหายทั้งสองก็ดี และขณะที่จำเลยกับพวกไปรับเงินจากผู้เสียหายทั้งสองก็ดี จำเลยมีเจตนาที่จะไม่ส่งบุตรของผู้เสียหาย ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นจำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 210,000 บาทกับนับโทษของจำเลยทั้งสองสำนวนติดต่อกันจำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกสำนวนละ 1 ปี 6 เดือนโดยให้นับโทษจำคุกจำเลยสำนวนที่สองต่อจากสำนวนแรกให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 210,000 บาทจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาว่า จำเลยกับพวกได้ร่วมกันฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งสองตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสอง กับร้อยเอกสงวน มีศรี และนายดาบตำรวจโม กล้าหาญ สามีผู้เสียหายทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าบ้านผู้เสียหายทั้งสองอยู่ใกล้กัน ระหว่างวันเวลาตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยกับพวกอีก 2 คน ได้มาที่บ้านผู้เสียหายทั้งสองที่อำเภอหนองบัวลำภูจังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู) ชักชวนบุตรของผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานโรงแรมที่ประเทศญี่ปุ่นอ้างว่าจะมีรายได้เดือนละ 60,000 บาท หากตกลงไปจะต้องเสียค่าใช้จ่ายคนละ 210,000 บาท ผู้เสียหาย ทั้งสองเห็นว่ามีรายได้ดีจึงหลงเชื่อมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยกับพวกที่บ้านนางสุพัตรา

หลังจากนั้นจำเลยกับพวกได้โทรศัพท์มาแจ้งผู้เสียหายทั้งสองขอเลื่อนการเดินทางหลายครั้งและในที่สุดจำเลยกับพวกไม่สามารถส่งบุตรของผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้ผู้เสียหายทั้งสองติดตามไปที่บ้านจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธว่า ไม่รู้ไม่เห็นผู้เสียหายทั้งสองจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยกับนายเผ่าพงษ์และนางถนอมศรีพี่สาวนายเผ่าพงษ์เคยไปที่บ้านผู้เสียหายทั้งสองจริง แต่ไปคนละครั้งตอนที่นายเผ่าพงษ์และนางถนอมศรีพูดชักชวนให้บุตรของผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นจำเลยไม่รู้เห็นด้วยเพราะออกไปเดินเล่นข้างนอก ไม่ได้อยู่ฟังตลอดส่วนข้อที่ว่าหลังจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือน จำเลยและนายเผ่าพงษ์ได้ไปรับเงินจากผู้เสียหายทั้งสองที่บ้านนางสุพัตราผู้เสียหายนั้น

จำเลยไม่ได้เบิกความปฏิเสธพยานโจทก์ทุกปากดังกล่าวเบิกความยืนยันว่า หลังจากที่ชักชวนแล้วผู้เสียหายทั้งสองตกลงให้บุตรไปทำงาน จึงนัดให้จำเลยกับพวกมารับเงินจำเลยและนายเผ่าพงษ์จึงไปรับเงินจากผู้เสียหายทั้งสองที่บ้านนางสุพัตราผู้เสียหาย โดยนางถนอมศรีไม่ได้ไปด้วย เห็นว่า พยานโจทก์ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุผลที่จะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อได้ว่าจำเลยและนายเผ่าพงษ์ไปรับเงินจากผู้เสียหายทั้งสองจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้เป็นภริยานายเผ่าพงษ์เพียงแต่เคยไปเที่ยวด้วยกันจึงไม่ได้ร่วมกระทำความผิดกับนายเผ่าพงษ์นั้นเห็นว่า แม้จะฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นภริยานายเผ่าพงษ์ดังที่พยานโจทก์เบิกความแต่จำเลยและนายเผ่าพงษ์ก็อาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันได้ หากได้กระทำโดยมีเจตนาร่วมกันกระทำความผิด ซึ่งตามพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักฟังได้ว่าจำเลยกับพวกได้ไปที่บ้านผู้เสียหายทั้งสองแล้วจำเลยกับพวกได้ใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายทั้งสองว่า จำเลยกับพวกสามารถส่งบุตรของผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้โดยต้องเสียเงินแก่จำเลยกับพวกผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อจึงได้มอบเงินจำนวนคนละ 210,000 บาท แก่จำเลยกับพวกไป โดยความจริงจำเลยกับพวกไม่สามารถส่งคนไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นได้และการที่ผู้เสียหายทั้งสองติดตามไปที่บ้านของจำเลย แต่จำเลยกลับปฏิเสธว่าไม่รู้ไม่เห็น

แสดงว่าขณะที่จำเลยกับพวกไปชักชวนผู้เสียหายทั้งสองก็ดี และขณะที่จำเลยกับพวกไปรับเงินจากผู้เสียหายทั้งสองก็ดี จำเลยมีเจตนาที่จะไม่ส่งบุตรของผู้เสียหายทั้งสองไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น จำเลยจึงมีความผิดฐานร่วมกับพวกฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งสอง แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยเป็นหญิง ขณะกระทำผิดอายุประมาณ 23 ปีมีบุตร 2 คน สามีถึงแก่ความตายไปแล้ว ปัจจุบันจำเลยและบุตรอาศัยอยู่กับบิดามารดา และจำเลยเป็นนักศึกษาของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสกลนครตามบัตรประจำตัวนักศึกษาเอกสารหมาย ล.1 และคดีสองสำนวนนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 1 ปี 6 เดือนซึ่งเป็นการลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 2 ปี และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้โอกาส จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ · สถิตย์ สิทธิลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2567

แม้ฟ้องโจทก์บรรยายครบองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว อันเป็นบทหนักที่บัญญัติให้ผู้กระทำความผิดต้องรับโทษสูงขึ้น และ พ.ร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 326/2566

คดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 และ พ.ศ. 2560 โดยฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและความผิดต่อ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 335/2563

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2552 จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องและได้นำเงินจำนวน 529,846.58 บาท มาวางที่ศาลชั้นต้นเพื่อเป็นการชำระหนี้ตามคำพิพากษา แต่ขอให้ศาลระงับการจ่ายเงินให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5069/2562

สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) นั้น นอกจากจำเลยจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกันและศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว คด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8013/2561

โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้อง และเป็นคว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้