Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 588/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยส่งหมายนัดให้จำเลยตามภูมิลำเนาที่ปรากฏในคำให้การ ปรากฏว่าส่งไม่ได้ จึงปิดประกาศแจ้งวันนัดหน้าศาลเมื่อถึงวันที่ 29 เมษายน 2534 ซึ่งเป็นวันนัดศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2534ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการที่จำเลยไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพราะเจ้าหน้าที่มิได้นำหมายนัดไปส่งให้แก่ทนายจำเลยตามที่อยู่ใหม่ การประกาศแจ้งวันนัดหน้าศาลจึงไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว โจทก์ไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงยุติและในวันเดียวกันนั้นศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาว่าอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกานับแต่วันนี้จึงถือได้ว่าในวันที่ 13 กันยายน 2534 จำเลยได้ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ซึ่งจะครบกำหนดฎีกาในวันที่ 13 ตุลาคม 2534แต่ปรากฎว่าวันที่ 13 ถึง 15 ตุลาคมเป็นวันหยุดราชการ จำเลยยื่นฎีกาวันที่ 16 ตุลาคม 2534 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา คำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ยกทรัพย์สินของผู้อื่นให้แก่ผู้รับพินัยกรรมย่อมเป็นโมฆะ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นทายาทผู้รับพินัยกรรมของนางมาลินีศุกระพรรณา ผู้ตายซึ่งเป็นมารดาโจทก์และจำเลยแต่เพียงผู้เดียว และศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนางมาลินี ทรัพย์สินที่นางมาลินียกให้โจทก์ตามพินัยกรรมดังกล่าวมีบางรายการเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่นางมาลินีได้ให้จำเลยซึ่งเป็นพี่สาวคนโตของโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน แต่จำเลยยังไม่ดำเนินการโอนให้โจทก์ตามกฎหมายโจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยโอนทรัพย์สินตามฟ้องให้แก่โจทก์หลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5583 และ 43908 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตึกแถวเลขที่ 44/33-34 และโฉนดเลขที่ 5895 และ5896 ดังกล่าวให้แก่โจทก์

หากโอนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน4,000,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยดำเนินการจดทะเบียนให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดสยามคอนโดมิเนียมหรืออาคารชุดสยามเพนท์เฮ้าส์ ห้องเลขที่ 16ชั้น 6 ร่วมกับจำเลยคนละครึ่ง หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินโฉนดเลขที่ 5583 และ 43908 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตึกแถวโจทก์ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยจดทะเบียนการให้ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 5895 และ 5896 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยซื้อมาจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ส่วนอาคารชุดสยามคอนโดมิเนียมหรือสยามเพนท์เฮ้าส์

ห้องเลขที่ 16ชั้น 6 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จำเลยซื้อจากบริษัท พี.เอส.ดีเวลลอพเมนต์และจดทะเบียนโอนอาคารชุดห้องดังกล่าวแล้ว พินัยกรรมของนางมาลินี ข้อ 2.2 ข้อ 2.3 และข้อ 3.2 ตกเป็นโมฆะเพราะระบุยกทรัพย์สินซึ่งมิใช่ของนางมาลินีแต่เป็นของจำเลยให้แก่โจทก์ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับที่ดินรวม 4 โฉนดดังกล่าวขาดอายุความเพราะจำเลยถือกรรมสิทธิ์และได้ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของเกินกว่า10 ปีแล้ว โจทก์ประเมินราคาทรัพย์สินตามฟ้องเกินความเป็นจริงจำเลยไม่เคยกล่าวอ้างกับโจทก์หรือผู้ใดว่า ถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกตามฟ้องไว้แทนนางมาลินี ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่5583 และโฉนดเลขที่ 43908 ตำบลคลองเตย (บางกะปิฝั่งใต้)อำเภอพระโขนง (บางกะปิ)

กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์หากไม่สามารถโอนได้ก็ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จและให้จำเลยแบ่งส่วนแบ่งกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดสยามคอนโดมิเนียมหรือสยามเพนท์เฮ้าส์ ห้องเลขที่ 16 ชั้น 6 ซึ่งตั้งอยู่ซอย 8 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง การแบ่งทรัพย์ระหว่างโจทก์กับจำเลยหากตกลงกันไม่ได้ก็ให้ประมูลราคากันเองหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกันคนละครึ่งและหากการแบ่งดังกล่าวนี้ไม่อาจทำได้ด้วยเหตุอื่น ก็ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 5895 โฉนดเลขที่ 5896 ตำบลหนองปรืออำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ให้แก่โจทก์หากไม่สามารถโอนได้ก็ให้จำเลยใช้ราคาเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเงินเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่าจำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาฉบับนี้หรือไม่ โดยโจทก์โต้แย้งในคำแก้ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเพราะเป็นการล่วงเลยกำหนดระยะฎีกา เนื่องจากศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2534โดยในการส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้มีการส่งหมายนัดให้จำเลยตามภูมิลำเนาของจำเลยที่ปรากฏในคำให้การเมื่อส่งไม่ได้เพราะจำเลยได้ย้ายที่อยู่โดยมิได้แจ้งให้ศาลทราบ ศาลจึงได้แจ้งวันนัดอ่านคำพิพากษาให้จำเลยทราบโดยปิดประกาศหน้าศาลซึ่งเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่าเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2534 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าการที่จำเลยไม่ทราบวันนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเจ้าหน้าที่มิได้นำหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปส่ง ให้แก่ทนายจำเลยตามที่อยู่ใหม่การประกาศแจ้งวันนัดหน้าศาลจึงไม่ชอบและถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 29 เมษายน 2534 โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าว

คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงยุติและในวันเดียวกันนั้นศาลชั้นต้นได้จดรายงานกระบวนพิจารณาว่า อนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกานับแต่วันนี้ จึงถือได้ว่าในวันที่ 13 กันยายน 2534จำเลยได้ทราบคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ซึ่งจะครบกำหนดฎีกาในวันที่ 13 ตุลาคม 2534 แต่ปรากฏว่า วันที่ 13 ถึง 15 ตุลาคม 2534เป็นวันหยุดราชการ จำเลยยื่นฎีกาวันที่ 16 ตุลาคม 2534 จึงอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา คำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นที่ปรากฏในสำนวนจึงชอบด้วยกฎหมายมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าทรัพย์สินที่พิพาทเป็นของจำเลยเองหรือเป็นทรัพย์สินที่จำเลยยึดถือไว้แทนมารดา เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทรัพย์สินที่พิพาทเป็นของจำเลย ดังนั้นการที่มีข้อกำหนดในพินัยกรรมตามเอกสารหมาย

จ.1 ซึ่งมารดาของโจทก์และจำเลยเป็นผู้ทำขึ้น แม้จะมีอยู่จริงข้อกำหนดนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ เพราะผู้ทำพินัยกรรมไม่อาจกำหนดให้ทรัพย์สินของผู้อื่นตกแก่ใครได้ทั้งไม่อาจนำพินัยกรรมดังกล่าวมาสนับสนุนข้อนำสืบของโจทก์ให้เชื่อว่าจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวแทนมารดาอีกด้วยที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่พิพาทตามเอกสารหมาย จ.32,จ.33 และ จ.46 หรือ ล.26 เป็นทรัพย์สินที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนมารดาและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าที่ดินตามเอกสารหมาย จ.42 และจ.43 จำเลยก็ถือกรรมสิทธิ์แทนมารดา และพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนให้โจทก์นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาดังเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธวัชชัย พิทักษ์พล · มีพาศน์ โปตระนันทน์ · สมปอง เสนเนียม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1586/2492

ข้อความในพินัยกรรมซึ่งแปลได้ว่า ได้ระบุนามผู้รับมรดกแล้วในพินัยกรรมได้ระบุที่ดินโฉนดที่ 118 เป็นทรัพย์มรดกแต่ที่ดินรายพิพาทปรากฏว่าเป็นโฉนดที่ 1133 จำเลยจะขอสืบพยานว่าเลขในโฉนดใบพินัยกรรมเขียนผิด ผู้ต…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 713892)

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ยื่นภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาค…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 706445)

การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567

แม้เอกสารจะมีข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ โดยตอนบนตรงกลางมีหัวข้อพิมพ์ว่าหนังสือพินัยกรรม จากนั้นมีการพิมพ์ตัวหนังสือแล้วเว้นช่องว่างให้ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือกรอกข้อความเกี่ยวกับสถานที่ วัน เดือน ปี ที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3139/2567

ตามระเบียบของผู้ร้องกำหนดให้การลงลายมือชื่อของผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้ร้อง รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีหรือแต่งตั้งทนายความ ต้องประทับตราผู้ร้อง และที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการของผู้ร้องมีมติมอบ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้