Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2537 (เลขอ้างอิง 58808)

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยทั้งสองในประเด็นแรกจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ส่วนประเด็นสุดท้าย จำเลยฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดจำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นแรก จำเลยทั้งสองได้ว่ากล่าวไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว และยังเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ส่วนประเด็นสุดท้าย จำเลยทั้งสอง มิได้ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล หากแต่ ฎีกาคำวินิจฉัยของศาลที่ขัดกับข้อกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7574 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ ลงวันที่ 29 เมษายน 2534 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนด ดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนด เลขที่ 5641 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทน หากจำเลย ทั้งสองเพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของ จำเลยทั้งสองศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 132)จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 136)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่พิพาทมี สัญญาแลกเปลี่ยนระหว่างโจทก์กับนายชุนแล้วโจทก์เข้าครอบครองที่พิพาทเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์และต่อมาทายาทนายชุน กับจำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่พิพาทให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโดยนำที่พิพาทขายให้จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต ขอเพิกถอนนิติกรรมซื้อขาย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 และทายาทนายชุนไม่เคยบันทึกตกลงแลกเปลี่ยนที่พิพาทกับโจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อขายที่พิพาทกันโดยสุจริต จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ได้มาซึ่ง อสังหาริมทรัพย์คือที่พิพาทโดยนิติกรรมแลกเปลี่ยน แต่การได้มาของโจทก์มิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาของโจทก์ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทของนายชุน มีอำนาจจำหน่ายที่พิพาทได้ตามกฎหมาย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบใน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นฎีกาต้องห้ามส่วนฎีกาจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่พิพาทจาก จำเลยที่ 1 โดยสุจริตตามราคากลางของทางราชการตามหนังสือ ราคาประเมินที่ดินพิพาทของสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นฎีกา ข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองชอบแล้วให้ยกคำร้องจำเลยทั้งสอง

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2262/2537นางลาวัณย์ วิหงษ์โจทก์นายสนิท บุญเมธี กับพวกจำเลยนายแสวง เพ็งศรี ทนายจำเลยทั้งสองผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 248, ม. 249ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาจำเลยทั้งสองในประเด็นแรกจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ส่วนประเด็นสุดท้าย

จำเลยฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 จึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสอง คืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดจำเลยทั้งสองเห็นว่า ฎีกาของจำเลยทั้งสองในประเด็นแรก จำเลยทั้งสองได้ว่ากล่าวไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว และยังเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและ ศีลธรรมอันดีของประชาชน ส่วนประเด็นสุดท้าย จำเลยทั้งสอง มิได้ฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล หากแต่ ฎีกาคำวินิจฉัยของศาลที่ขัดกับข้อกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 โปรดมีคำสั่ง ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้พิจารณาต่อไปด้วยหมายเหตุ

ไม่ปรากฏหลักฐานว่าโจทก์ได้รับสำเนาคำร้องหรือไม่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินโฉนดเลขที่ 7574 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ ลงวันที่ 29 เมษายน 2534 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2และให้จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนด ดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนด เลขที่ 5641 ตำบลบ้านด่าน อำเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการตอบแทน หากจำเลย ทั้งสองเพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของ จำเลยทั้งสองศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 132)จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 136)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่พิพาทมี สัญญาแลกเปลี่ยนระหว่างโจทก์กับนายชุนแล้วโจทก์เข้าครอบครองที่พิพาทเกิน 10 ปี จึงได้กรรมสิทธิ์และต่อมาทายาทนายชุน กับจำเลยที่ 1 ตกลงโอนที่พิพาทให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาโดยนำที่พิพาทขายให้จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต ขอเพิกถอนนิติกรรมซื้อขาย จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 และทายาทนายชุนไม่เคยบันทึกตกลงแลกเปลี่ยนที่พิพาทกับโจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อขายที่พิพาทกันโดยสุจริต จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นผู้ได้มาซึ่ง อสังหาริมทรัพย์คือที่พิพาทโดยนิติกรรมแลกเปลี่ยน แต่การได้มาของโจทก์มิได้มีการจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาของโจทก์ไม่บริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง

โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาท จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทของนายชุน มีอำนาจจำหน่ายที่พิพาทได้ตามกฎหมาย จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบใน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของประชาชน เป็นฎีกาต้องห้ามส่วนฎีกาจำเลยทั้งสองที่ว่า จำเลยทั้งสองซื้อที่พิพาทจาก จำเลยที่ 1 โดยสุจริตตามราคากลางของทางราชการตามหนังสือ ราคาประเมินที่ดินพิพาทของสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นฎีกาโต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานของศาล เป็นฎีกา ข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกา จำเลยทั้งสองชอบแล้วให้ยกคำร้องจำเลยทั้งสอง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปราโมทย์ ชพานนท์ · อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้