คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 25, 48, 136, 148, 164, 165, 167 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 48 (2), 164 ฐานไม่ยื่นแบบรายการภาษี เพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิตประจำเดือนมกราคม 2548 ถึงเดือนธันวาคม 2551 รวม 4 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานร่วมกันไม่ยื่นแบบรายการภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิตประจำเดือนมกราคม 2548 ถึงเดือนธันวาคม 2551 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า บริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2546 มีจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนบริษัทได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2547 มีการจดทะเบียนเปลี่ยนตัวกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทจากจำเลยเป็นนายสุริยา แต่การสั่งจ่ายเงินของบริษัทคงให้จำเลย นายกิตติภณและนายณัฐพลสองในสามคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญ มีอำนาจสั่งจ่ายเงินจากบัญชีของบริษัทได้ บริษัทดังกล่าวประกอบกิจการสถานบริการชื่อแซนติก้าผับหรือซานติก้าผับ ตั้งอยู่เลขที่ 235/11 ซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย)
แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร มีการจำหน่ายอาหาร สุรา เครื่องดื่ม มีดนตรีแสดงและเต้นรำ เพื่อหารายได้เป็นธุรกิจถือเป็นกิจการประเภทไนต์คลับและดิสโกเธค ตามพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2546 ซึ่งผู้ประกอบกิจการสถานบริการมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตและชำระภาษีสรรพสามิตตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 7 และมาตรา 48 (2) ซึ่งตั้งแต่เปิดดำเนินกิจการมา ผู้ประกอบกิจการสถานบริการซานติก้าผับไม่เคยยื่นจดทะเบียนสรรพสามิต ไม่เคยยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีสรรพสามิตจนกระทั่งวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เกิดเพลิงไหม้สถานบริการซานติก้าผับจนต้องหยุดดำเนินกิจการ
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยกล่าวอ้างว่า คำฟ้องโจทก์ข้อ 1.3 ถึง 1.8 ไม่ได้ระบุวันที่หรือเวลากระทำความผิดที่แน่นอน ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจข้อหาได้ชัดเจน คำฟ้องจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เห็นว่า คำฟ้องข้อ 1.3 ถึง 1.8 ดังกล่าว เป็นความผิดเกี่ยวกับการไม่ยื่นแบบรายการภาษีและไม่ชำระภาษีสรรพสามิตตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2546 ถึงเดือนธันวาคม 2551 สำหรับคำฟ้องในข้อ 1.3 ถึง 1.4 เป็นการกระทำในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2546 ถึงเดือนธันวาคม 2547 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคดีขาดอายุความ คดีในส่วนนี้ถึงที่สุดแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
ส่วนคำฟ้องข้อ 1.5 ถึง 1.8 โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ในข้อ 1 ตอนท้ายว่า จำเลยกับพวกมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนสรรพสามิตภายในสามสิบวันก่อนวันเริ่มบริการ และมีหน้าที่ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนด พร้อมกับชำระภาษีภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่มีความรับผิดในอันที่จะต้องเสียภาษีเกิดขึ้น เมื่อพิจารณารวมกับคำฟ้องข้อ 1.5 ถึง 1.8 แล้ว ย่อมเข้าใจได้ว่าวันที่จำเลยต้องยื่นแบบรายการภาษีพร้อมชำระภาษีแต่จำเลยมิได้กระทำ ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดคือ วัน เดือน ปีใด คำฟ้องโจทก์ข้อ 1.5 ถึง 1.8 ได้แสดงวัน เดือน ปี ที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดโดยแน่นอน ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว
คำแก้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยแก้ฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้สอบสวนคดีนี้โดยไม่มีอำนาจสอบสวนจึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ ข้อนี้ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 14 บัญญัติให้คดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว และคดีที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยการเสนอแนะของ กคพ. (คณะกรรมการคดีพิเศษ) เป็นคดีพิเศษที่จะต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และตามบัญชีท้ายประกาศ กคพ. ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2547)
เรื่อง การกำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ข้อ 3 กำหนดไว้ว่า คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 147 มาตรา 161 มาตรา 162 มาตรา 165 และมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ที่มีหรือมีมูลน่าเชื่อว่ามีมูลค่าหรือปริมาณของสินค้าหรือบริการที่คำนวณเป็นเงินตั้งแต่สิบล้านบาทขึ้นไป ให้จัดเป็นคดีพิเศษ เมื่อคดีนี้ซึ่งมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 164 มาตรา 165 และมีมูลค่าของบริการคำนวณเป็นเงินเกินกว่าสิบล้านบาท จึงจัดเป็นคดีพิเศษอยู่ในอำนาจสอบสวนของพนักงานคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่คดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ไม่จำต้องพิจารณาว่าจะต้องนำคดีนี้ไปขออนุมัติต่อคณะกรรมการคดีพิเศษให้เป็นคดีพิเศษก่อนหรือไม่ คำแก้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันไม่ยื่นแบบรายการและไม่ชำระภาษีสรรพสามิต ประจำเดือนมกราคม 2548 ถึงเดือนธันวาคม 2551 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของ ผู้จัดการและเป็นผู้บริหารสถานบริการซานติก้าผับแทนบริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด จำเลยจึงเป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการดังกล่าว ตามบทนิยามของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4 มีหน้าที่ยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษีสรรพสามิตเป็นรายเดือนตามฟ้องข้อ 1.5 ถึง 1.8 ข้อเท็จจริงได้ความว่า แต่เดิมบริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด ซึ่งจดทะเบียนพาณิชย์ เป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการซานติก้าผับ
มีจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2547 มีการจดทะเบียนเปลี่ยนตัวกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทจากจำเลยเป็นนายสุริยา แต่ยังให้จำเลยมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีก 1 คน เบิกจ่ายเงินของบริษัทได้ สำหรับพฤติการณ์ของจำเลยหลังพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทแล้วนั้น โจทก์มีนางสาวขวัญจิราเป็นพยานเบิกความว่า พยานรับทำงานพิเศษเป็นแคชเชียร์หรือพนักงานเก็บเงินที่สถานบริการซานติก้าผับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2551 สถานบริการดังกล่าวทราบว่าเสี่ยขาวเป็นเจ้าของกิจการ โดยเสี่ยขาวเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้พยานเป็นเงินสดผ่านหัวหน้าของพยานและพยานได้ให้การในชั้นสอบสวนด้วยว่าเสี่ยขาวมีชื่อจริงว่า
นายวิสุข จำเลย สำหรับนายสุริยาที่พนักงานสอบสวนนำรูปถ่ายมาให้ดู พยานไม่เคยรู้จักแต่อย่างใด โจทก์ยังมีนางสาวศนิเป็นพยานเบิกความว่า พยานไปเที่ยวสถานบริการซานติก้าผับปีละ 3 ถึง 4 ครั้ง เพื่อนของพยานซึ่งเป็นหลานของเสี่ยขาวแนะนำให้พยานรู้จักกับเสี่ยขาว พยานทราบว่าเสี่ยขาวเป็นเจ้าของสถานบริการซานติก้าผับมักจะเดินทักทายลูกค้าอยู่ภายในร้าน เคยพบเสี่ยขาวอยู่ภายในสำนักงาน กำลังใช้โทรศัพท์เหมือนกำลังทำงานอยู่ พยานโจทก์สองปากดังกล่าว ไม่มีส่วนได้เสีย ไม่มีสาเหตุใด ๆ กับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าต่างเบิกความไปตามความเป็นจริง และโจทก์มีนายอดิเรก ทำงานเป็นพนักงานของบริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด ในช่วงปี 2547 ถึงปี 2551 เป็นพยานเบิกความว่า
พยานทำงานตำแหน่งพนักงานส่งเอกสาร มีหน้าที่ส่งเอกสารให้แก่บริษัทรวมทั้งนำเงินรายได้ของบริษัทเข้าบัญชีธนาคารด้วย พยานเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ไม่เคยนำรายได้เข้าบัญชีธนาคารที่มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี และพยานเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า พยานไม่ได้สังเกตเอกสารทุกฉบับเนื่องจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีจัดทำให้ คำพยานปากนี้จึงมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยที่แน่นอนชัดเจน แต่พยานปากนี้ได้ให้การไว้ในชั้นสอบสวน เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 ว่านายวิสุขหรือเสี่ยขาวเป็นเจ้าของกิจการสถานบริการซานติก้าผับเพราะว่าทั้งเงินสดและเช็คธนาคารที่ได้รับมาจากพนักงานบัญชีของบริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด
ต้องนำไปเข้าบัญชีนายวิสุขที่ธนาคารต่าง ๆ สำหรับนายสุริยานั้น พยานไม่เคยเห็นเข้ามาที่บริษัทและพยานไม่เคยนำเงินสดที่เป็นรายได้ของบริษัทหรือเช็คธนาคารเข้าบัญชีนายสุริยาแต่อย่างใด นอกจากนี้โจทก์มีว่าที่เรือตรีณรงค์พนักงานสอบสวนร่วมเป็นพยานเบิกความว่า ได้สอบสวนนายกิตติภณกับนายณัฐพลเป็นพยาน ซึ่งนายกิตติภณกับนายณัฐพลได้ให้ปากคำในทำนองเดียวกันว่า บุคคลทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด โดยมีจำเลยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทดังกล่าวดำเนินกิจการสถานบริการซานติก้าผับ มีจำเลยเป็นผู้บริหารกิจการเพียงคนเดียวตั้งแต่เปิดกิจการจนกระทั่งเลิกกิจการ ทั้งนี้นายกิตติภณกับนายณัฐพลคนหนึ่งคนใด ร่วมกับจำเลยมีอำนาจลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินจากบัญชีบริษัทโดยจำเลยจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารมาก่อน เพื่อเป็นค่าเงินเดือนพนักงาน
ค่าใช้จ่ายอาหารเครื่องดื่มที่สั่งซื้อจากผู้ขายมาบริการลูกค้า ทั้งนี้นายกิตติภณกับนายณัฐพลไม่กล้าขอตรวจสอบการสั่งจ่ายเงินดังกล่าว เพราะไว้ใจจำเลยและเกรงว่าจะเกิดความเข้าใจผิดต่อกัน สำหรับการเปลี่ยนตัวกรรมการบริษัทจากจำเลยเป็นนายสุริยา เป็นเรื่องที่จำเลยดำเนินการเองทั้งสิ้น ดังนี้ แม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายอดิเรก นายกิตติภณและนายณัฐพลดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่นายอดิเรกเป็นพนักงานของบริษัทไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส (2003) จำกัด นายกิตติภณกับนายณัฐพลเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวร่วมกับจำเลย ย่อมรู้ถึงความเป็นมาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในบริษัทเป็นอย่างดี พยานบุคคลทั้งสามมีความสัมพันธ์กับจำเลยในทางที่ดี ไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุใด ๆ กันมาก่อนและต่างให้การในชั้นสอบสวนในช่วงเวลาหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้สถานบริการซานติก้าผับไม่นานยังไม่น่าจะคิดตรึกตรองหรือปั้นแต่งคำให้การให้ผิดแผกจากความเป็นจริง เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ