Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 59/2566

พ.ศ. 2566 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จําเลยทั้งสองและโจทก์ต่างมีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายกิจการต่อกัน ย่อมมีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายกิจการระงับไป และเป็นการเลิกสัญญาก่อนที่เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะถึงกำหนด โจทก์และจําเลยทั้งสองต่างต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงต้องคืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่จําเลยทั้งสอง โจทก์ไม่มีสิทธินําเช็คพิพาทที่ออกล่วงหน้าเพื่อชําระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จําเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 391 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (5) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 24,000 บาท รวม 3 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 72,000 บาท และจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 12 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายวีระพล ดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2558 โจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในขณะนั้น ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกิจการของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 40,000,000 บาท ผ่อนชำระ 60 งวด ต่อมาวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกิจการฉบับใหม่ ยอดเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องชำระให้แก่โจทก์หลังปรับลดหนี้กันแล้ว คงเหลือ 21,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ออกเช็คธนาคาร ก. 60 ฉบับ ฉบับละ 350,000 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว และจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการและให้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการเข้าใหม่ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ออกเช็คธนาคาร

ก. 36 จำนวน 3 ฉบับ ฉบับละ 350,000 บาท ลงวันที่ 10 เมษายน 2562 วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 และวันที่ 10 มิถุนายน 2562 ตามลำดับแก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาททั้งสามฉบับดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินได้ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ โดยให้เหตุผลว่า "มีคำสั่งให้ระงับการจ่ายเงิน"

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองมีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2561 และโจทก์มีหนังสือขอบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 อ้างถึงหนังสือการบอกเลิกสัญญาของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยหลังจากนั้นไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดอีกที่แสดงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองประสงค์ให้สัญญามีผลต่อไป มีผลให้สัญญาจะซื้อจะขายกิจการระงับไป และเป็นการเลิกสัญญาก่อนที่เช็คพิพาททั้งสามฉบับจะถึงกำหนด โจทก์และจำเลยทั้งสองต่างต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จึงต้องคืนเช็คพิพาททั้งสามฉบับให้แก่จำเลยทั้งสอง

โจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คพิพาททั้งสามฉบับที่ออกล่วงหน้าเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จำเลยทั้งสองก็ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย ศิริกุล · นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ · สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครเหนือ - นางสาวชยพร กุลนิติ
ศาลอุทธรณ์ - นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.2323/2565
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ.1960/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5128/2540

โจทก์ได้กรอกข้อความในสัญญาเช่าซื้อฉบับพิพาทตรงตามข้อตกลงระหว่างจำเลยกับโจทก์ และเช็คพิพาทเป็นเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายเพื่อชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 1ตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว จึงเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2276/2568

การที่โจทก์พักชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ถึงงวดเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นเวลา 6 เดือน แต่โจทก์ยังคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.09 ต่อปี ในระหว่างการพักชำระหนี้เป็นเงินรวม 14,422.22 บาท…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 716685)

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567

ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสองระบุว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567

โจทก์ติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกลับคืนในขณะที่สัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกัน เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 โต้แย้งคัดค้านที่โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อ พฤติการณ์ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างสมั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้