คำฟ้องและคำให้การ
ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 243/2532พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ตโจทก์นายมาโนช ศรียี่ทองหรือโอเล่ คุ้มดีจำเลยนายมาโนช ศรียี่ทองหรือโอเล่ คุ้มดี จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 121, ม. 123, ม. 195, ม. 218, ม. 224ความว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาจำเลยทุกข้อเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่รับฎีกาจำเลยเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยฎีกาข้อ 2 เป็นปัญหาว่า ผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์หรือฟ้องร้องหรือมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการแทน การดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนจึงขัดต่อกฎหมาย ส่วนฎีกาข้อ 3 เป็นปัญหาว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับฟังคำเบิกความของพยานบอกเล่าแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และฎีกาข้อ 4 เป็นปัญหาว่า เมื่อโจทก์นำสืบถึงตัวผู้เสียหายผิดไปจากฟ้องจึงเป็นปัญหาว่าเป็นผู้เสียหายจริงหรือไม่ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ
โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 67 แผ่นที่ 2)ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(8) และวรรคสอง จำคุก 4 ปีคำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี 8 เดือนจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 62)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 65)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้มิใช่คดีความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนโดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์
ที่จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์หรือมอบอำนาจให้บุคคลใดกระทำการแทนการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนจึงขัดต่อกฎหมายนั้น เป็นข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้ออื่น เป็นการฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง