Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2559 (เลขอ้างอิง 594729)

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 บัญญัติให้คุรุสภาเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากกระทรวงศึกษาธิการโดย มาตรา 7 บัญญัติให้มีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองประธานฯลฯ มาตรา 10 บัญญัติให้คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภาตามมาตรา 6 เมื่อมาตรา 7 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาโดยตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภามีส่วนในการกำกับควบคุมและสอดส่องดูแลคุรุสภารวมทั้งองค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของคุรุสภาให้ปฏิบัติการเป็นไปตามกฎหมาย และในฐานะประธานคณะกรรมการย่อมเป็นผู้แทนกระทำการใด ๆ ต่อบุคคลภายนอกรวมทั้งการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ทุจริต เบียดบังทรัพย์สินขององค์การค้าของคุรุสภาได้ อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติทั่วไปของนิติบุคคลจะพึงกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของนิติบุคคล กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภาตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงมีฐานะเป็นผู้แทนอื่น ๆ ของคุรุสภา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 และ มาตรา 5 (3) จึงมีอำนาจร้องทุกข์รวมทั้งมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปร้องทุกข์แทนได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 2 ป.วิ.อ. มาตรา 3 ป.วิ.อ. มาตรา 5 พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 มาตรา 4 พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 มาตรา 6 พ.ร.บ.ครู พ.ศ.2488 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยทั้งสี่ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 6 ถึงที่ 8 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352, 353 กับให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 37,341,681.25 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา คุรุสภา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จำเลยทั้งแปดคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่คุรุสภา โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะกรรมการ องค์การค้าของคุรุสภาเป็นหน่วยงานของโจทก์ร่วมซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 มาตรา 5 (3) มีวัตถุประสงค์จัดหาผลประโยชน์แก่โจทก์ร่วมและอำนวยความสะดวกในการศึกษา มีผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการให้เป็นตามวัตถุประสงค์ขององค์การค้าของคุรุสภา รวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดูแลจัดการทรัพย์สินของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับองค์การค้าของคุรุสภาในทางที่เป็นประโยชน์ภายใต้ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา

พ.ศ.2503 ขณะเกิดเหตุนายชุมพล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรัฐ เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาด มีอำนาจหน้าที่บริหารงานเกี่ยวกับการตลาดและการขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาให้เป็นไปตามนโยบายของผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา จำเลยที่ 2 เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายการตลาด มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูแลเกี่ยวกับการตลาดและการขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งปฏิบัติงานตามที่หัวหน้าฝ่ายการตลาดมอบหมาย จำเลยที่ 3 เป็นหัวหน้าส่วนขายส่วนภูมิภาค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานด้านการตลาดและการขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในส่วนภูมิภาค จำเลยที่ 4 เป็นหัวหน้าส่วนขายส่วนกลาง

มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบดูแลงานด้านการตลาดและการขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล) จำเลยที่ 5 เป็นผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การค้าของคุรุสภา ดูแลจัดการทรัพย์สินของโจทก์ร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับองค์การค้าของคุรุสภาในทางที่เป็นประโยชน์ต่อองค์การค้าของคุรุสภา จำเลยที่ 6 เป็นหัวหน้าหน่วยขายภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลยที่ 7 เป็นหัวหน้าหน่วยขายภาคใต้ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในจังหวัดภาคใต้

จำเลยที่ 8 เป็นหัวหน้าหน่วยขายภาคเหนือ มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานขายสินค้าขององค์การค้าของคุรุสภาในจังหวัดภาคเหนือ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติได้ทำสัญญาซื้อขายหนังสือแบบเรียนห้ามขาย ปีงบประมาณ 2540 กับองค์การค้าของคุรุสภาเป็นเงิน 373,416,812.80 บาท โดยองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการจัดพิมพ์และจัดส่งหนังสือแบบเรียนห้ามขายไปยังสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอหรือกิ่งอำเภอ มีจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 ถึงที่ 8 มีหน้าที่ในการดำเนินการจัดส่งหนังสือแบบเรียนห้ามขายไปให้สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอและกิ่งอำเภอ กับเป็นผู้รวบรวมและทำเรื่องขออนุมัติเบิกค่าจัดส่งเป็นเงิน 37,341,681.25 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินร้อยละ 10 ตามสัญญาซื้อขาย ปี 2541 นายชุมพล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้รับหนังสือร้องเรียนว่าผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาทุจริตเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่าดำเนินการขาย การจ้างพิมพ์ จึงสั่งการให้นายสุรัฐ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาตรวจสอบ แล้วรายงานข้อเท็จจริงว่ามีมูลตามที่ร้องเรียน นายชุมพล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและประธานกรรมการอำนายการคุรุสภาได้มอบอำนาจให้นายวีระศักดิ์ ร้องทุกข์ต่ออธิบดีกรมตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งแปดในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเบียดบังยักยอกทรัพย์สินขององค์การค้าของคุรุสภา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ฎีกาทำนองเดียวกันว่า คดีนี้ผู้เสียหายคือ โจทก์ร่วมซึ่งมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้แทนนิติบุคคล นายชุมพล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา ไม่ใช่ผู้แทนโจทก์ร่วม ทั้งไม่ใช่ผู้แทนอื่นที่ได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาให้ดำเนินการร้องทุกข์ ดังนั้น นายชุมพล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาจึงไม่มีอำนาจที่จะจัดทำหนังสือมอบอำนาจให้นายวีระศักดิ์ ไปร้องทุกข์แทนโจทก์ร่วมได้ แม้ต่อมาคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาจะมีมติเห็นชอบว่าให้หนังสือมอบอำนาจที่นายชุมพลมอบอำนาจ

มีผลตามกฎหมาย ก็ไม่มีผลทำให้การมอบอำนาจนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือมีผลเป็นการให้สัตยาบัน เพราะหนังสือมอบอำนาจให้ร้องทุกข์ในคดีอาญา ไม่ใช่เรื่องการมอบอำนาจให้ไปทำนิติกรรม ทั้งการร้องทุกข์ไม่ใช่การทำนิติกรรมสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาจะให้สัตยาบันได้ การร้องทุกข์ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย จะต้องกระทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับของนิติบุคคลนั้นๆ เมื่อการร้องทุกข์ในคดีนี้ไม่ได้มีการมอบอำนาจให้แจ้งความร้องทุกข์โดยชอบจากคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ร่วม จึงไม่เป็นการแจ้งความร้องทุกข์ตามกฎหมาย ทำให้การสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลในกระทรวงศึกษาธิการ ตามพระราชบัญญัติครู

พ.ศ.2488 มาตรา 4 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้คุรุสภามีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นแก่กระทรวงศึกษาธิการในเรื่องการจัดการศึกษาโดยทั่วไปหลักสูตร แบบเรียน อุปกรณ์ประกอบการเรียน การสอน การฝึกอบรม การวัดผลและประเมินผลการศึกษา การนิเทศการศึกษาและเรื่องอื่นที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการจัดการศึกษา ควบคุมและสอดส่องจรรยา มารยาทและวินัยครู พิจารณาโทษครูผู้ประพฤติผิดและพิจารณาคำร้องทุกข์ของครู พิทักษ์สิทธิของครูภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดส่งเสริมให้ครูได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ตามสมควร รวมทั้งพัฒนาความรู้ ความสามารถ คุณภาพ และประสิทธิภาพของครู เมื่อโจทก์ร่วมมีฐานะเป็นนิติบุคคล ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล และนิติบุคคลนั้นอาจมีผู้แทนหนึ่งคนหรือหลายคนทั้งนี้ตามที่กฎหมาย ข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งจะได้กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 พระราชบัญญัติครู

พ.ศ.2488 มาตรา 7 บัญญัติให้มีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นรองประธาน อธิบดีทุกกรมและหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรรมการโดยตำแหน่งและครูซึ่งได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกคุรุสภาเป็นกรรมการและให้เลขาธิการคุรุสภาเป็นกรรมการและเลขานุการ และมาตรา 10 บัญญัติให้คณะกรรมการอำนวยการเป็นผู้ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภาตามมาตรา 6 และจะแต่งตั้งอนุกรรมการหรือมอบหมายให้กรรมการอำนวยการคนหนึ่งคนใดไปทำการใดๆ แทนก็ได้ องค์การค้าของคุรุสภาเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ร่วม ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2493 ตามมติของคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา โดยมีผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภาเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการภายใต้ระเบียบคุรุสภาว่าด้วยการบริหารองค์การค้าของคุรุสภา

พ.ศ.2503 และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภา แต่คณะกรรมการองค์การค้าของคุรุสภาหาใช่ผู้แทนขององค์การค้าของคุรุสภาไม่ เพราะองค์การค้าของคุรุสภาไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย หากแต่เป็นหน่วยงานหรือองค์การจัดหารายได้ของโจทก์ร่วม เมื่อบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาโดยตำแหน่ง แสดงให้เห็นว่ากฎหมายประสงค์ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภามีส่วนในการกำกับควบคุมและสอดส่องดูแลโจทก์ร่วมรวมทั้งองค์การค้าของคุรุสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ร่วมให้ปฏิบัติการเป็นไปตามกฎหมายและในฐานะประธานคณะกรรมการย่อมเป็นผู้แทนกระทำการใดๆ

ต่อบุคคลภายนอก ทั้งการแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ผู้ทุจริตเบียดบังทรัพย์สินขององค์การค้าของคุรุสภาโดยกล่าวหาจำเลยที่ 5 ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภากับพวกอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติทั่วไปของผู้แทนนิติบุคคลจะพึงกระทำในทางปกป้องรักษาผลประโยชน์ของนิติบุคคลที่ต้องกระทำเป็นการเร่งด่วนภายในอายุความร้องทุกข์ตามกฎหมาย กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ของคุรุสภาตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา ดังนั้น ในการร้องทุกข์ นายชุมพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาโดยตำแหน่ง จึงมีฐานะเป็นผู้แทนอื่นๆ ของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 3 และมาตรา 5 (3) จึงมีอำนาจร้องทุกข์รวมทั้งมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปร้องทุกข์แทน

เมื่อนายชุมพล ในฐานะดังกล่าวมอบอำนาจให้นายวีระศักดิ์ ไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งแปดแทนโจทก์ร่วมตามหนังสือมอบอำนาจ จึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 8 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิยกุล บุญเพิ่ม · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์ · วาสนา หงส์เจริญ
ศาลล่าง
ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายภูมิวุฒิ พุทธสุอัตตา
ศาลอุทธรณ์ - นายภาภูมิ สรอัฑฒ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ5955/2554- อ5956/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ60/2542
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1245/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4536/2565

ความผิดฐานกระทำอนาจาร พยายามกระทำชำเรา และกระทำชำเรา ผู้เสียหายเท่านั้นเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดดังกล่าว มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย แ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1350/2563

ขณะ จ. อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย จ. คบหาฉันชู้สาวกับผู้ตายจนเป็นสาเหตุให้จำเลยหึงหวงและทะเลาะกัน แล้วแยกกันอยู่กับ จ. ไม่ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันอีก วันเกิดเหตุเมื่อผู้ตายเห็นรถจำเลยจอดอยู่ จึงขับร…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2554 (เลขอ้างอิง 513556)

เมื่อพิจารณาคำเบิกความพยานโจทก์ประกอบกับรอยห้ามล้อยาวถึง 20.30 เมตร และความเสียหายของรถยนต์ที่จำเลยขับซึ่งได้รับความเสียหายตรงบริเวณกันชนด้านขวามือผู้ขับยุบไปค่อนข้างมากแล้ว เชื่อว่าจำเลยขับรถด้วยความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2550

ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา โดยไม่ปรากฏว่ามีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้นำข้อเท็จจริงที่ได้จากคำพิพากษาของคดีในส่วนแพ่งมาฟ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4147/2550

ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนมีความผิดโดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอมก็มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้น…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้