Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5950/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในระหว่างที่คดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดชดใช้เงินตามเช็คอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยได้ยื่นคำแถลงว่าตำรวจจับตัว ข. ได้ และพนักงานอัยการได้ฟ้อง ข.ต่อศาลอาญาในข้อหาปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมแสดงต่อเจ้าหน้าที่ของ ธนาคารโจทก์จนหลงเชื่อว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริงของจำเลย และยอมให้ ข. เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารโจทก์ในชื่อของจำเลย ศาลอาญาได้พิพากษาว่า ข. มีความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมแล้วปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาของศาลอาญาท้ายคำแถลง ของจำเลย ซึ่งทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำแถลงดังกล่าวของจำเลยแล้ว มิได้แถลงคัดค้านข้อเท็จจริงตามคำแถลงดังกล่าวแต่อย่างใด ศาลฎีกาก็รับฟังสำเนาคำพิพากษาของศาลอาญาดังกล่าวได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด จำนวนหกฉบับซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้งหกฉบับ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน ๕๙๔,๕๘๓,.๒๑ บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินต้น ๕๖๓,๗๔๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยเปิดบัญชีกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิ ไม่เคยออกเช็ค และไม่เคยลงลายมือชื่อในเช็คตามฟ้อง เมื่อประมาณวันที่ ๒๒ กรกฎาคม๒๕๒๖ จำเลยทราบว่าบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยได้สูญหายไปจึงได้ไปแจ้งความไว้ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อ ทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ต่อมาต้นปี ๒๕๒๗ จำเลยถูกทวงถามให้ชำระหนี้ตามเช็คของธนาคารดังกล่าวจำเลยจึงได้ติดต่อกับธนาคารดังกล่าว จึงทราบข้อเท็จจริงว่านายชาตรี จันทร์แก้ว ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่หายไปไปทำการเปลี่ยนแปลงรูปถ่ายเจ้าของบัตรแล้วนำไปเปิดบัญชีที่ ธนาคารดังกล่าว ซึ่งสมุห์บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิยืนยันว่า ผู้ที่มาทำการเปิดบัญชีไม่ใช่จำเลยแต่เป็นนายชาตรีจันทร์แก้ว ซึ่งอ้างชื่อจำเลย จำเลยได้ไปร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๕๙๔,๘๕๓.๒๑ บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของเงินต้น ๕๖๓,๗๔๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทตามฟ้องทั้งหกฉบับหรือไม่ โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าผู้ที่ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งหกฉบับเป็นใครโจทก์คงนำสืบแต่เพียงว่าโจทก์ได้รับ เช็คพิพาททั้งหกฉบับจากนายสมปอง จงเจริญมณีกุลลูกหนี้ของโจทก์ แต่โจทก์มิได้นำนายสมปองมาเบิกความให้เห็นว่านายสมปองได้เช็คพิพาททั้งหกฉบับมาอย่างไร จำเลยนำสืบปฏิเสธว่าไม่เคยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาบางกะปิ และไม่เคยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งหกฉบับแต่นายชาตรี จันทร์แก้ว ได้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยแล้วนำไปเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาบางกะปิ โดยนายชาตรีอ้างตัวเองว่าเป็นจำเลยโดยจำเลยมีนายประโยชน์

เจียรวงศ์วาน พนักงานฝ่ายเปิดบัญชีของธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาบางกะปิ มาเบิกความยืนยันว่าผู้ที่มาเปิดบัญชีในนามของจำเลยนั้นได้นำบัตรประจำตัวประชาชนมาด้วย พยานได้ตรวจดูหน้าตาของผู้มาขอเปิดบัญชีแล้ว เห็นว่า ตรงกับรูปถ่ายในบัตรประจำตัวประชาชน แต่เมื่อเกิดคดีขึ้นแล้ว จำเลยได้ไปหาพยานที่ธนาคารและเอาบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยให้ พยานตรวจดูแล้วปรากฏว่า ไม่ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชนที่ผู้มาขอเปิดบัญชีได้ให้ไว้ประกอบกับต่อมาในระหว่างที่คดีนี้อยู่ในพิจารณาของ ศาลอุทธรณ์ จำเลยก็ได้ยื่นคำแถลงลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๐ ว่า ตำรวจจับตัวนายชาตรี จันทร์แก้ว และพนักงานอัยการได้ฟ้องนายชาตรีต่อศาลอาญาในข้อหาปลอมบัตรประจำตัวประชาชนและใช้

บัตรประจำตัวประชาชนปลอมนั้น แสดงต่อนายประโยชน์เจียรวงศ์วาน จนนายประโยชน์หลงเชื่อว่าเป็นบัตรประจำตัวประชาชนที่แท้จริง และยอมให้นายชาตรีเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาบางกะปิ และศาลอาญาได้พิพากษาว่านายชาตรีมีความผิดฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมลงโทษจำคุก ๓ ปีปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาศาลอาญา คดีหมายเลขแดงที่ ๘๙๗๗/๒๕๒๙ระหว่าง พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายชาตรี จันทร์แก้วจำเลย ท้ายคำแถลงของจำเลยดังกล่าว ซึ่งทนายโจทก์ได้รับสำเนาคำแถลงดังกล่าวของจำเลยแล้ว มิได้แถลงคัดค้านข้อเท็จจริงตามคำแถลงดังกล่าวแต่อย่างใด จึงเห็นว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้งหกฉบับตามฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาททั้งหกฉบับรวมตลอดถึงดอกเบี้ยแก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ตัน เวทไว · ชุม สุกแสงเปล่ง · เพ็ง เพ็งนิติ
ศาลล่าง
ศาลแพ่งธนบุรี - นายสันติ ทักราล
ศาลอุทธรณ์ - นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7937/2538

ความตอนท้ายของ ป.วิ.พ.มาตรา 87 (2)บัญญัติยกเว้นไว้ว่าถ้าศาลเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของอนุมาตรานี้ ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 706/2531

โจทก์เบิกความในคดีแพ่งว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่7 เป็นคดีอาญา ข้อหาหมิ่นประมาทและความผิดต่อเจ้าพนักงานต่อศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างเดียวกับปัญหาในคดีนี้ เมื่อโจทก์ได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 114/2528

ในการยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ โดยต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติ มาตรา 87(2), 88 และ 90 แห่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2517 (เลขอ้างอิง 65105)

ฎีกาจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาเผชิญสืบที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียงโดยอ้างเหตุผลว่า คดีนี้โจทก์กล่าวหาจำเลยโดยไม่เป็นความจริงนั้น ถือได้ว่าไม่มีเหตุอันสมควรจะให้มีการสืบพยานเพิ่มเติมโดยการเผชิญสืบตามที่ขอได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2511

ใบรับรองของโรงเรียนที่จำเลยส่งพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์. แม้จะไม่มีพยานบุคคลรับรองความถูกต้องแท้จริง. แต่โจทก์ก็มิได้แก้อุทธรณ์หรือคัดค้านในชั้นนั้น. และแม้จะเป็นการอ้างพยานเอกสารโดยผิดระเบียบ. แต่เพื่อประโย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้