Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5970/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ขณะจำเลยนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษขนาดใหญ่มาส่งมอบให้แก่ตัวแทนของโจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยผู้ส่งของมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายที่ข้างกล่องกระดาษดังกล่าว ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ผู้ขนส่งสินค้าได้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้นั้น อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 33 ที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ส่งสินค้าอันตรายจะต้องปฏิบัติ และมาตรา 34 ได้บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ส่งของไว้โดยเฉพาะในกรณีละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ดังนั้นผู้ส่งของจะต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 34(2) ประกอบด้วยมาตรา 33 แม้จำเลยไม่ติดป้ายแสดงสินค้าอันตราย แต่เมื่อโจทก์ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าแล้ว ความเสียหายจึงมิได้เกิดจากการที่โจทก์ไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าอันเนื่องมาจากการที่จำเลยไม่ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายตามสมควรหรือไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามมาตรา 34(2) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ ได้ การที่ผู้ขนส่งไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งแก่จำเลยหรือตัวแทนว่าได้เกิดความเสียหายพร้อมแจ้งถึงสภาพโดยทั่วไปของความเสียหายดังกล่าวภายใน 90 วันนับแต่วันที่เกิดความเสียหายแก่ผู้ส่งของเป็นเพียงเหตุให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งไม่ได้รับความเสียหายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 37ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้ สาเหตุที่ทำให้ถ่านไม้เกิดลุกไหม้จนเกิดความเสียหายขึ้นนั้น นอกจากจะเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยในการบรรจุสินค้าดังกล่าวแล้วยังมีสาเหตุที่สำคัญมาจากการจัดวางตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ที่ไม่เหมาะสม โดยวางปะปนกับตู้สินค้าอื่นและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้ถ่านไม้เกิดความร้อนสะสมขึ้นอย่างช้า ๆ และลุกไหม้ขึ้น อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้ขนส่งด้วย ดังนั้น ในการที่จะให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มากน้อยเพียงใดนั้น ย่อมต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณโดยคำนึงถึงข้อสำคัญว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 223 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 33 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 34 พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 37

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้จากประเทศไทยไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศญี่ปุ่น โดยจำเลยเป็นผู้บรรจุสินค้าถ่านไม้ในตู้สินค้าจำนวน 2 ตู้ แต่จำเลยมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายและมิได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเป็นสินค้าอันตราย นอกจากนี้จำเลยยังปิดผนึกถุงพลาสติกที่บรรจุถ่านบกพร่อง ทำให้อากาศเข้าไปภายในได้เป็นเหตุให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีแล้วเกิดไฟลุกไหม้ระหว่างเรือกำลังแล่นอยู่กลางทะเล โจทก์เสียหายต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการดับเพลิง ค่าซ่อมระวางเรือ และค่าสี กับค่าตู้สินค้าและค่าซ่อมตู้สินค้ารวมค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 765,123.75 บาท จำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุไฟไหม้เป็นต้นไปถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 55,812.11 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน820,935.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน765,123.75 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของเรือและตู้สินค้าที่เสียหาย ตามสัญญารับขนโจทก์มีหน้าที่เป็นผู้บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้าก่อนส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบถึงรายละเอียดของสินค้า เช่น ชนิด ปริมาณ น้ำหนัก จำเลยมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้า โจทก์ไม่มีหลักฐานแสดงว่าเหตุไฟไหม้เกิดมาจากสินค้าของจำเลย ทั้งโจทก์ควรจะติดตั้งป้ายเครื่องหมายแสดงให้ชัดแจ้งว่าตู้สินค้าใดเป็นสินค้าอันตราย แต่โจทก์มิได้จัดทำ

ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง และโจทก์ไม่ได้แจ้งความเสียหายให้จำเลยทราบภายใน 90 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ดินแดนไต้หวัน โจทก์ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลและเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าชื่อ ยูนิ-เมอร์ซี่ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยจดทะเบียนในประเทศไทย จำเลยประกอบกิจการผลิตถ่านไม้ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เมื่อประมาณต้นปี 2537 จำเลยได้ติดต่อเพื่อว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้ไปมอบให้แก่ผู้ซื้อที่ประเทศญี่ปุ่น โจทก์ได้ทำใบเสนอราคาซึ่งระบุถึงสินค้าที่จำเลยจะว่าจ้างให้โจทก์ขนส่งว่า ถ่านไม้อิมโก 4.2 ยูเอ็น 1362 ตามเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาประมาณเดือนมิถุนายน 2537 จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์ให้ขนส่งสินค้าถ่านไม้จำนวน1,740 กล่อง

จากท่าเรือกรุงเทพไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นการขนส่งโดยใช้ตู้สินค้าระบบแอลซีแอล (LCL) ซึ่งจำเลยจะนำสินค้ามาส่งให้แก่โจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพเพื่อให้โจทก์บรรจุสินค้าเข้าตู้สินค้า แล้วนำขึ้นบรรทุกบนเรือเพื่อขนส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น วันที่ 14 มิถุนายน 2537 จำเลยได้นำสินค้าถ่านไม้ซึ่งแบ่งบรรจุใส่ถุงพลาสติกน้ำหนักถุงละประมาณ 3 กิโลกรัม รัดปากถุงด้วยหนังยางบรรจุใส่กล่องกระดาษ ข้างกล่องมีคำภาษาอังกฤษขนาดใหญ่ว่า CHARCOAL ซึ่งแปลว่า ถ่าน และมีสัญลักษณ์รูปไฟอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายประทับอยู่ จำเลยนำกล่องบรรจุถ่านไม้ดังกล่าวจำนวน 4 กล่องหรือ 6 กล่อง บรรจุลงในกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่ 1 กล่อง อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่มีเครื่องหมายการค้าของลูกค้าประทับอยู่ แต่ไม่มีสัญลักษณ์รูปไฟหรือสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายประทับอยู่

จำเลยนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุกล่องกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่ปิดผนึกเรียบร้อยแล้วจำนวน 1,740 กล่องไปส่งมอบให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำลองยุทธ 79 ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ในการนำสินค้าดังกล่าวบรรจุเข้าในตู้สินค้าที่บริเวณท่าเรือกรุงเทพ สินค้าถ่านไม้ของจำเลยจำนวน 1,740 กล่อง ถูกบรรจุลงในตู้สินค้าจำนวน 2 ตู้ คือตู้สินค้าหมายเลขอีไอเอสยู 1336896 จำนวน 960 กล่อง และตู้สินค้าหมายเลขอีไอเอสยู 1167461 จำนวน 780 กล่อง ตู้สินค้าทั้งสองตู้ไม่ได้มีการปิดป้ายแสดงว่าเป็นสินค้าอันตราย ตู้สินค้าทั้งสองตู้ถูกขนขึ้นบรรทุกบนเรือสินค้ายูนิ-เมอร์ซี่ โดยถูกจัดวางไว้ในระวางเรือเรียงซ้อนกับตู้สินค้าอื่น ๆ กับมีตู้สินค้าอื่นวางซ้อนทับไว้ด้วย และโจทก์ได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลย 2 ฉบับ โดยระบุรายละเอียดของสินค้าว่าเป็นสินค้าถ่าน (charcoal) ตามใบตราส่งเอกสารหมาย

จ.8 และ จ.9 เรือสินค้ายูนิ-เมอร์ซี่ ออกเดินทางจากท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2537 ต่อมาวันที่ 23 เดือนเดียวกันขณะที่เรือกำลังแล่นอยู่ในทะเลใกล้ดินแดนไต้หวัน ปรากฏว่ามีไฟลุกไหม้ขึ้นที่ตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ของจำเลยทั้งสองตู้ดังกล่าวและได้ลุกลามไหม้ตู้สินค้าตู้อื่นที่อยู่ข้างเคียงได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ว่าจ้างให้บริษัทไชน่า มารีนเซอร์เวย์-เยอร์ส แอนด์ สวอน เมชัวเรอร์ส คอร์ป จำกัด สำรวจความเสียหาย บริษัทผู้สำรวจทำความเห็นว่า ไฟไหม้เกิดจากสภาพโดยธรรมชาติของสินค้า เนื่องจากสินค้านี้สามารถทำให้เกิดความร้อนขึ้นอย่างช้า ๆ และสามารถติดไฟได้เองในอากาศ โจทก์มีหนังสือทวงถามจำเลยให้ชำระค่าเสียหายครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2537มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า

จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะปฏิบัติหน้าที่ผู้ส่งของไม่ถูกต้องและเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ขณะจำเลยนำสินค้าถ่านไม้ซึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษขนาดใหญ่มาส่งมอบให้แก่ตัวแทนของโจทก์ที่ท่าเรือกรุงเทพ จำเลยผู้ส่งของมิได้ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายอันแสดงว่าเป็นสินค้าอันตรายที่ข้างกล่องกระดาษดังกล่าว ทั้งมิได้แจ้งให้โจทก์ผู้ขนส่งสินค้าได้ทราบถึงสภาพอันตรายของถ่านไม้นั้นอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 33 ที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ส่งสินค้าอันตรายจะต้องปฏิบัติเช่นนั้นอย่างไรก็ตามมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติถึงความรับผิดของผู้ส่งของไว้โดยเฉพาะในกรณีละเว้นไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 ไว้ว่า

ถ้าผู้ส่งของไม่ปฏิบัติตามมาตรา 33 และผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น สิทธิและหน้าที่ของผู้ส่งของ ผู้ขนส่ง และผู้ขนส่งอื่นมีดังต่อไปนี้ (1)... (2) ผู้ส่งของยังคงต้องรับผิดในความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายทั้งปวงอันเกิดขึ้นหรือเป็นผลเนื่องจากการขนส่งของนั้น ซึ่งหมายความว่า ผู้ส่งของจะต้องรับผิดในความเสียหายต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 34(2) ประกอบด้วยมาตรา 33 ดังกล่าว เมื่อผู้ขนส่งไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น หากโจทก์ในฐานะผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายของสินค้าของจำเลยผู้ส่งของอยู่แล้ว โจทก์ก็สามารถใช้ความระมัดระวังในการขนส่งสินค้าดังกล่าวให้เหมาะสมกับสภาพอันตรายของสินค้านั้นได้ซึ่งในกรณีนี้โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นตามบทกฎหมายดังกล่าวที่โจทก์ฎีกาว่า

แม้โจทก์ทราบว่าสินค้าที่โจทก์รับขนเป็นถ่านไม้เป็นของแข็งลุกติดไฟได้ตามข้อกำหนดของไอเอ็มดีจี โค้ด (IMDG CODE) เอกสารหมาย จ.10 และประกาศกรมเจ้าท่าเรื่องการกำหนดชั้นของสิ่งของและสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ตามเอกสารหมาย จ.11 แต่โจทก์ไม่ทราบว่าถ่านไม้สามารถดูดซับความร้อนสะสมในตัวจนลุกติดไฟได้เอง จึงไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้ทราบถึงสภาพอันตรายของสินค้าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 นั้น เห็นว่า ตามใบเสนอราคาค่าขนส่งที่โจทก์เสนอต่อจำเลยเอกสารหมาย ล.1โจทก์ระบุว่า สินค้าเป็นถ่านไม้อิมโก 4.2 ยูเอ็น 1362 ซึ่งตามไอเอ็มดีจี โค้ด เอกสารหมาย จ.10 ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า สินค้าถ่านไม้ตามรหัสหมายเลขดังกล่าวมีคุณสมบัติสามารถร้อนตัวขึ้นช้า

ๆ และติดไฟได้เองในอากาศ อันเป็นคุณสมบัติที่แสดงถึงอันตรายของสินค้านี้ แสดงว่าโจทก์ทราบถึงคุณสมบัติของสินค้าดังกล่าวอยู่แล้ว และตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 8(3) บัญญัติให้ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องจัดระวางบรรทุกและส่วนอื่น ๆ ที่ใช้บรรทุกของให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งของที่จะรับขนส่ง การที่พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 33 บัญญัติกำหนดหน้าที่ให้ผู้ส่งของต้องทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายเพื่อให้รู้ว่าของนั้นมีอันตรายและต้องแจ้งให้ผู้ขนส่งทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้น ก็เพื่อให้ผู้ขนส่งใช้ความระมัดระวังจัดระวางบรรทุกให้เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งของที่ตนรับขนนั้น และที่นาวาตรีปัญญา วงษ์วิจารณ์

หัวหน้าฝ่ายตรวจท่า กรมเจ้าท่า ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางเรือมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า การจัดวางสินค้าที่เป็นสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ต้องจัดวางในที่ไม่อับอากาศและมีความชื้นในระดับที่เหมาะสมตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ที่จัดวางไว้โดยมีตู้สินค้าอื่นวางทับอยู่ 2 ถึง 3 ชั้น และจัดไว้ในที่อับอากาศ เป็นการขนส่งที่ไม่ถูกต้อง เว้นแต่ภายในเรือจะมีระบบถ่ายอากาศที่ดีก็เจือสมกับคำเบิกความของนาวาตรีปัญญา สินธุสิริ วิทยากรพิเศษ ศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี กรมเจ้าท่า ที่มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า วิธีป้องกันไม่ให้ถ่านไม้ติดไฟคือ ต้องนำตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ไปวางไว้ในพื้นที่ส่วนที่จัดไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุหรือสินค้าอันตราย หรือตามข้อกำหนดขององค์การเดินเรือทะเลโลกที่ระบุให้จัดสินค้านั้นไว้บนดาดฟ้าเปิด

เห็นได้ว่าการที่โจทก์ทราบว่าสินค้าที่โจทก์รับขนส่งเป็นถ่านไม้ซึ่งเป็นของแข็งติดไฟได้เองในอากาศ เป็นของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ตามประกาศกรมเจ้าท่า และข้อกำหนดไอเอ็มดีจี โค้ด ย่อมเป็นข้อมูลเพียงพอในการที่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบอาชีพขนส่งสินค้าจะต้องนำมาพิจารณาในการจัดระวางบรรทุกให้เหมาะสมและปลอดภัยโดยจัดวางตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและไม่ปะปนกับตู้สินค้าอื่น ซึ่งเป็นหลักสากลหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น ถือได้ว่าโจทก์ได้ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งของนั้นตามความหมายในมาตรา 34 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ดังนั้น แม้จำเลยไม่ติดป้ายแสดงสินค้าอันตรายก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าโจทก์ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าดังกล่าวแล้ว

ความเสียหายจึงมิได้เกิดจากการที่โจทก์ไม่ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้าอันเนื่องมาจากการที่จำเลยไม่ทำเครื่องหมายหรือปิดป้ายตามสมควรหรือไม่แจ้งให้โจทก์ทราบถึงสภาพอันตรายแห่งสินค้านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยรับผิดในความเสียหายตามมาตรา 34(2) แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ดังกล่าวได้ ส่วนปัญหาว่าการที่จำเลยบรรจุสินค้าถ่านไม้ลงในถุงพลาสติกแล้วปิดปากถุงโดยใช้หนังยางรัดเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและเป็นสาเหตุให้โจทก์เสียหายหรือไม่นั้น โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยบรรจุถ่านไม้ในถุงพลาสติกโดยใช้หนังยางรัดปากถุงทำให้อากาศเข้าไปในถุงได้ เป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในไอเอ็มดีจี โค้ด เป็นการกระทำโดยความประมาทเลินเล่อและเป็นสาเหตุทำให้ถ่านไม้ลุกไหม้จนเกิดความเสียหาย

เห็นว่า พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 31 บัญญัติไว้ว่า ผู้ส่งของไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นได้รับความเสียหายหรือการที่เรือเสียหาย เว้นแต่จะเป็นเหตุมาจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ส่งของหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ส่งของหรือจากสภาพแห่งของนั้นเอง โดยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สินค้าถ่านไม้เป็นสินค้าอันตรายตามประกาศกรมเจ้าท่าที่ 353/2529 เรื่อง การกำหนดชั้นของสิ่งของและสิ่งของที่อาจทำให้เกิดอันตรายได้ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ.1974 เพื่อให้สอดคล้องกับไอเอ็มดีจี

โค้ดอันเป็นที่ยอมรับของรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.11 ซึ่งถ่านไม้เป็นสินค้าอันตรายในไอเอ็มดีจี โค้ด ประเภทอิมโก 4.2 ยูเอ็น 1362 ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว และโจทก์มีนายประมวล จันทร์ชีวะ ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญของอนุกรรมการประกันภัยและขนส่งทางทะเล สมาคมประกันวินาศภัย มาเบิกความเป็นพยานว่า ไอเอ็มดีจี โค้ด เป็นเอกสารซึ่งรวบรวมขั้นตอนและวิธีการขนส่งสินค้าอันตรายโดยระบุถึงวิธีการที่เจ้าของสินค้าจะต้องปฏิบัติ รวมทั้งการบรรจุหีบห่อ ถือเป็นมาตรฐานที่ต้องกระทำสำหรับสินค้าอันตราย และสินค้าถ่านไม้จัดเป็นสินค้าอันตรายชั้นที่ 4 จำพวกของแข็งซึ่งจะดูดซับความร้อนและสามารถลุกไหม้ได้ในตัวเองซึ่งข้อกำหนดไอเอ็มดีจี

โค้ด ตามเอกสารหมาย จ.10 ระบุถึงการบรรจุสินค้าประเภทนี้ว่าจะต้องบรรจุไม่ให้อากาศเข้าไปในหีบห่อได้ หากเป็นการบรรจุในถุงพลาสติกต้องมีการหลอมละลายปากถุงให้สนิท จะใช้หนังยางรัดไม่ได้ และได้ระบุถึงการบรรจุสินค้าอันตรายประเภทถ่านไม้ว่า ปิดผนึกแน่น อากาศเข้าไม่ได้ (hermetically sealed) โดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งข้อกำหนดในไอเอ็มดีจี โค้ด ตามเอกสารหมาย จ.10 และจำเลยมิได้นำสืบว่าการใช้หนังยางรัดปากถุงนั้นทำให้อากาศเข้าไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยบรรจุสินค้าถ่านไม้ลงในถุงพลาสติกแล้วรัดด้วยหนังยาง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของไอเอ็มดีจี โค้ด ที่ให้ใช้วิธีการปิดผนึกจนอากาศเข้าไม่ได้ ซึ่งกำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยแห่งชีวิตและทรัพย์สินในการขนส่งสินค้าทางทะเล จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยส่วนปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการที่ถ่านไม้ในตู้สินค้าตามคำฟ้องเกิดลุกไหม้และเกิดความเสียหายแก่โจทก์เป็นผลจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่นั้น

แม้ได้ความจากคำเบิกความของนาวาตรีปรีชา สินธุสิริ พยานจำเลยซึ่งเป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาเกี่ยวกับหลักการเดินเรือในทะเลรวมถึงหลักการรักษาความปลอดภัยในทะเล โดยที่โจทก์มิได้นำสืบเป็นอย่างอื่นว่า สาเหตุของการเกิดไฟไหม้ในทุกกรณีจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัตถุเชื้อเพลิง อุณหภูมิหรือความร้อนและก๊าซออกซิเจน หากขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งจะไม่มีการติดไฟขึ้นก็ตาม แต่การที่จำเลยไม่ใช้วิธีบรรจุสินค้าถ่านไม้ในลักษณะปิดผนึกจนอากาศเข้าไม่ได้ อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมเป็นโอกาสให้มีก๊าซออกซิเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นปัจจัยในการก่อให้เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นได้

ส่วนที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยเคยบรรจุถ่านไม้ในถุงพลาสติกรัดด้วยหนังยางในการขนส่งสินค้าดังกล่าวไปต่างประเทศมาแล้วประมาณ 10 ครั้ง ก็ไม่เคยเกิดปัญหาไฟลุกไหม้นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าในการขนส่งสินค้าครั้งก่อน ๆ ดังกล่าวผู้ขนส่งจัดวางสินค้าไว้ไม่เหมาะสมดังเช่นเหตุครั้งนี้ที่โจทก์จัดวางสินค้าไม่ถูกต้องอันเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟไหม้ด้วย ดังนี้ ข้อนำสืบของจำเลยดังกล่าวจึงไม่เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยจึงเชื่อได้ว่าเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบรรจุถ่านไม้โดยไม่ใช้วิธีปิดผนึกจนอากาศเข้าไม่ได้ อันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยเป็นเหตุที่จำเลยต้องรับผิดในความเสียหายของโจทก์

ส่วนปัญหาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดหรือไม่นั้น ศาลล่างทั้งสองยังมิได้วินิจฉัยมา แต่เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานมาในสำนวนแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ปัญหานี้ที่จำเลยให้การและนำสืบว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขนส่งไม่ส่งคำบอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งแก่จำเลยหรือตัวแทนว่าได้เกิดความเสียหายพร้อมแจ้งถึงสภาพโดยทั่วไปของความเสียหายดังกล่าวภายใน 90 วัน นับแต่วันที่เกิดความเสียหายนั้น เห็นว่า การที่ผู้ขนส่งไม่บอกกล่าวเป็นหนังสือดังกล่าวแก่ผู้ส่งของ เป็นเพียงเหตุให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งไม่ได้รับความเสียหายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล

พ.ศ. 2534 มาตรา 37 เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ดังนี้โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบพยานหลักฐานเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานนี้ได้ และโจทก์นำสืบพยานหลักฐานโดยมีรายงานการสำรวจความเสียหายตามเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งจัดทำโดยบริษัทไชน่า มารีนเซอร์เวย์เยอร์ส แอนด์ สวอน เมชัวเรอร์ส คอร์ป จำกัด ผู้รับจ้างสำรวจความเสียหาย พร้อมทั้งภาพถ่ายประกอบรายงานดังกล่าวปรากฏว่ามีตู้สินค้าเสียหาย 20 ตู้ และโจทก์ยังมีนายเหรียญ วรพิพัฒน์กำธร ผู้จัดการทั่วไปบริษัทกรีนสยาม จำกัดเบิกความว่า บริษัทกรีนสยาม จำกัด เป็นตัวแทนในการรับสินค้าและบรรจุสินค้าให้โจทก์ ความเสียหายของโจทก์จากเหตุไฟไหม้คดีนี้ มีค่าตู้สินค้า 2 ตู้ จำนวน 16,596.95 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ลดราคาให้แล้วคงเหลือเป็นเงินจำนวน 12,447.72 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าซ่อมระวางเรือจำนวน 11,277.78 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าซ่อมตู้สินค้าตู้อื่นที่ยังซ่อมได้เป็นค่าซ่อมที่กระทำในต่างประเทศจำนวน 6,562.33 ดอลลาร์สหรัฐและที่ซ่อมในประเทศไทยจำนวน 7,928 บาท รายละเอียดปรากฏตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.19และ จ.20 คิดเป็นเงินบาทรวมทั้งสิ้นจำนวน 765,123.75 บาท คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายดังกล่าวนับแต่วันที่สินค้าเสียหายถึงวันฟ้องได้เป็นเงินจำนวน 55,812.11 บาท และจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายรวมเป็นเงินจำนวน 765,123.75 บาทจริง อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ก็มีส่วนประมาทเลินเล่ออยู่ด้วย

กล่าวคือ โจทก์จัดระวางบรรทุกสินค้าอันตรายไม่เหมาะสมและปลอดภัยตามสภาพแห่งสินค้าอันตราย โดยจัดวางตู้สินค้าบรรจุถ่านไม้ไว้ในระวางเรือปะปนกับตู้สินค้าอื่น โดยมีตู้สินค้าอื่นวางทับซ้อนไว้ 2 ถึง 3 ชั้น ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ทั้งปรากฏตามรายงานการสำรวจของบริษัทไชน่า มารีนเซอร์เวย์เยอร์ส แอนด์ สวอน เมชัวเรอร์ส คอร์ป จำกัด เอกสารหมาย จ.16 ว่า ตู้สินค้าที่เกิดเหตุคือตู้สินค้าเลขที่อีไอเอสยู 1336896 และอีไอเอสยู 1167461 ถูกจัดวางไว้ในระวางเรือหมายเลข 3ส่วนหน้า ช่องหมายเลข 5 เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายสภาพของตู้สินค้าขณะมีการสำรวจความเสียหายหมาย จ.18 จะเห็นได้ว่าตู้สินค้าที่เกิดเหตุทั้งสองตู้ถูกจัดวางไว้เกือบชั้นล่างสุดของระวางเรือ ซึ่งตามสภาพจะถูกตู้สินค้าอื่นวางทับซ้อนอีก 2 ถึง 3 ชั้น จึงจะถึงปากระวางเรือ และด้านข้างกับด้านท้ายของตู้สินค้าที่เกิดเหตุจะมีตู้สินค้าอื่นวางเรียงเป็นแถวเป็นแนวจนเต็มพื้นที่ของระวางเรือหมายเลข 3 โดยวางทับซ้อนกันเป็นชั้น

ๆจนถึงปากระวางเรือ ช่องว่างของตู้สินค้าแต่ละตู้และแต่ละแถวจะห่างกันประมาณ 1 คืบจากสภาพดังกล่าวเชื่อได้ว่าอากาศไม่สามารถไหลเวียนถ่ายเทได้โดยสะดวก ดังนั้น ภายในระวางเรือที่มีตู้สินค้าซึ่งเป็นเหล็กจัดวางไว้จนเต็มพื้นที่และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ย่อมเกิดความร้อนขึ้นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะตู้สินค้าที่เกิดเหตุทั้งสองตู้ซึ่งถูกจัดวางไว้ด้านล่างของระวางเรือ ย่อมมีอุณหภูมิสูงกว่าตู้สินค้าที่วางอยู่ตอนบนของระวางเรือ นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังรับฟังได้อีกว่า เรือยูนิเมอร์ซี่ ซึ่งบรรทุกตู้สินค้าที่เกิดเหตุแล่นออกจากท่าเรือกรุงเทพเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2537 และเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นเมื่อวันที่ 23 เดือนเดียวกันขณะแล่นอยู่ในทะเลใกล้ดินแดนไต้หวัน

ทั้งนี้โดยถ่านไม้มีคุณสมบัติสามารถสะสมความร้อนได้อย่างช้า ๆ ในระยะเวลาประมาณ 5 ถึง 6 วัน ที่เรือแล่นอยู่กลางทะเลย่อมสะสมความร้อนได้สูงเพียงพอที่จะลุกไหม้ขึ้นได้ จึงเห็นได้ว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ถ่านไม้เกิดลุกไหม้จนเกิดความเสียหายขึ้นนั้น นอกจากจะเกิดจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยในการบรรจุสินค้าดังกล่าวแล้ว ยังมีสาเหตุที่สำคัญมาจากการจัดวางตู้สินค้าที่บรรจุถ่านไม้ที่ไม่เหมาะสม โดยวางปะปนกับตู้สินค้าอื่นและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ทำให้ถ่านไม้เกิดความร้อนสะสมขึ้นอย่างช้า ๆ และลุกไหม้ขึ้น อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและด้วยความประมาทเลินเล่อของโจทก์ผู้ขนส่งด้วย ดังนั้น ในการที่จะให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์มากน้อยเพียงใดนั้น

ย่อมต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณโดยคำนึงถึงข้อสำคัญว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223 และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์กับความร้ายแรงแห่งการกระทำของโจทก์และจำเลยซึ่งต่างก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นโดยโจทก์และจำเลยต่างประมาทเลินเล่อด้วยกันแล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงกึ่งหนึ่งคิดเป็นต้นเงินค่าเสียหายจำนวน 382,561.88 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 382,561.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2568

การที่อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของ ป. และผู้ตาย โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนประมาทด้วยกันโดยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในการชั่งน้ำหนัก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4568/2566

เมื่อพิจารณาที่มาและข้อตกลงการใช้บัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต คำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเดบิต โดยพิจารณาความสุจริต ความรู้ ความเข้าใจ แนวทางที่เคยปฏิบัติและทางได…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3181/2565

จำเลยทั้งสามดำเนินการบังคับคดีให้แก่โจทก์ตามสัญญาจ้างซึ่งมีการขายทอดตลาดห้องชุดที่ยึดไว้โดยประเมินราคาเป็นเงิน 18,129,200 บาท และคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์เห็นชอบให้ใช้ราคาประเมินดังกล่าว ราคาขายตามประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2958/2563

จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์อันเป็นกิจการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจย่อมต้องใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบ การที่พนักงานของจำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทซึ่งมีลายมือชื่อผู้สั่งจ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6964/2561

แม้โจทก์จะเป็นบุตรของ บ. เจ้าของกรรมสิทธ์รถยนต์และเป็นผู้ถือครองรถยนต์คันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้รับความเสียหายในส่วนของค่าซ่อม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าซ่อมรถยนต์ สำหรับค่าขาดประโย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้