Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 59775)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ร่วมจะถือเอาการรับรองให้ฎีกาของอธิบดีกรมอัยการเป็นการรับรองให้ฎีกาของโจทก์ร่วมไม่ได้ เมื่อข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ร่วมย่อมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมเห็นว่า การที่อธิบดีกรมอัยการรับรองฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้นั้น ย่อมมีผลเท่ากับอธิบดีกรมอัยการได้รับรองในคดีนี้ทั้งหมดว่ามีปัญหาสำคัญอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง รวมทั้งฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงก็เป็นแนวเดียวกันกับฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์ ดังนั้นฎีกาของโจทก์ร่วมจึงไม่จำต้องให้อธิบดีกรมอัยการรับรองอีก นอกจากนี้ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมจะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์และจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 81,84)ระหว่างพิจารณา พันโทเฉลิมชัยมีเวช สามีของผู้ตายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 58,64,70 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43,157 ลงโทษฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับ ปรับ 800 บาท ฐานนำรถที่จดทะเบียนจังหวัดอื่นเข้ามาใช้ในกรุงเทพมหานคร ปรับ 1,000 บาท และฐานขับรถโดยประมาททำให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ปรับ 800 บาท รวมสามกระทงปรับ 2,600 บาท จำเลยเบิกความรับสารภาพทั้งสามข้อหาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับเป็นเงิน 1,300 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา โดยอธิบดีกรมอัยการรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (อันดับ 76)โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 77 แผ่นที่ 2)โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 81)คำสั่งการที่อธิบดีกรมอัยการรับรองฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้นั้น เป็นการรับรองเฉพาะฎีกาของโจทก์เท่านั้น ไม่อาจถือว่าอธิบดีกรมอัยการรับรองฎีกาของโจทก์ร่วมด้วยตามที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้าง ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมนั้น ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1919/2532พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์พันโทเฉลิมชัย มีเวชโจทก์นายชนะหรือแอ๊ด โตมั่นคงจำเลยพันเอกเฉลิมชัย มีเวช โจทก์ร่วมผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 217, ม. 221ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ร่วมจะถือเอาการรับรองให้ฎีกาของอธิบดีกรมอัยการเป็นการรับรองให้ฎีกาของโจทก์ร่วมไม่ได้ เมื่อข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นตาม ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ร่วมย่อมฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมเห็นว่า การที่อธิบดีกรมอัยการรับรองฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้นั้น ย่อมมีผลเท่ากับอธิบดีกรมอัยการได้รับรองในคดีนี้ทั้งหมดว่ามีปัญหาสำคัญอันควรที่ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริง รวมทั้งฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงก็เป็นแนวเดียวกันกับฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์ ดังนั้นฎีกาของโจทก์ร่วมจึงไม่จำต้องให้อธิบดีกรมอัยการรับรองอีก

นอกจากนี้ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมจะต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ร่วมไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์และจำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้ว(อันดับ 81,84)ระหว่างพิจารณา พันโทเฉลิมชัยมีเวช สามีของผู้ตายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 มาตรา 58,64,70 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43,157 ลงโทษฐานขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับ ปรับ 800 บาท ฐานนำรถที่จดทะเบียนจังหวัดอื่นเข้ามาใช้ในกรุงเทพมหานคร ปรับ 1,000 บาท และฐานขับรถโดยประมาททำให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ปรับ 800 บาท รวมสามกระทงปรับ 2,600 บาท จำเลยเบิกความรับสารภาพทั้งสามข้อหาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงปรับเป็นเงิน 1,300 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา โดยอธิบดีกรมอัยการรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (อันดับ 76)

โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว(อันดับ 77 แผ่นที่ 2)โจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 81)คำสั่งการที่อธิบดีกรมอัยการรับรองฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์ให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้นั้น เป็นการรับรองเฉพาะฎีกาของโจทก์เท่านั้น ไม่อาจถือว่าอธิบดีกรมอัยการรับรองฎีกาของโจทก์ร่วมด้วยตามที่โจทก์ร่วมกล่าวอ้าง ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมนั้น ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · ประชา บุญวนิช · ศักดา โมกขมรรคกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568

คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 704039)

ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ผู้ฎีกายื่นคำร้องแสดงเหตุที่ศาลฎีกาควรรับฎี…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 713891)

ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ฎีกา ถือว่าเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาผู้นั้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5682/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (3) (5) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 1 ปี 6 เดือน ให้เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 12 เดือน และลดโทษให้กึ่ง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้