Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 60019)

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับจำเลยที่ 4 เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2532 แต่สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 4 ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 12 กันยายน 2532 ซึ่งเป็นวันที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 เก่ายังมีผลใช้บังคับอยู่เมื่อจำเลยที่ 4 มีสิทธิยื่นฎีกาภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์สิทธิของจำเลยที่ 4 ที่จะยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในอัตราโทษจำคุกที่เกิน 5 ปี ตามกฎหมายเก่าจึงใช้บังคับได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 4 ด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 155)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 ประกอบมาตรา 336 ทวิ และผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทหนัก เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมที่เป็นกระทงความผิดจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทงจำคุก 12 ปี จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ฯลฯศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรค 3,336 ทวิ และผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8,11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86จำคุก 12 ปี ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 151แผ่นที่ 2)จำเลยที่ 4 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 155)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขนั้น เป็นการจำคลาดเคลื่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532มาตรา 11 ให้เพิ่มเติมข้อความเฉพาะมาตรา 218 วรรคสอง ส่วนวรรคแรกนั้นยังคงไว้อย่างเดิม และที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4ต้องโทษจำคุกเกิน 5 ปี จึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้นั้นก็เป็นการเข้าใจกฎหมายคลาดเคลื่อนเช่นกัน เพราะกรณีของจำเลยที่ 4 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกัน โจทก์อาจแยกฟ้องแต่ละกระทงความผิดได้ จึงต้องดูโทษแต่ละกระทงความผิดว่าจำคุกเกิน 5 ปีหรือไม่ จะรวมเอาโทษทุกกระทงความผิดในคดีนั้นมาเป็นเกณฑ์คิดคำนวณหาได้ไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์แก้ไขเล็กน้อย คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 เท่าเดิม ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 2321/2532พนักงานอัยการ กรมอัยการโจทก์นายชูชัย พงษ์อุดมปัญญา กับพวกจำเลยนายสมศักดิ์ ยะเลาะห์ จำเลยที่ 4ผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218, ม. 224ความว่า จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า เป็นฎีกาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก จึงไม่รับจำเลยที่ 4 เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคแรก มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใหม่ และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2532 แต่สำหรับคดีนี้จำเลยที่ 4 ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 12 กันยายน 2532 ซึ่งเป็นวันที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 เก่ายังมีผลใช้บังคับอยู่เมื่อจำเลยที่ 4 มีสิทธิยื่นฎีกาภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์สิทธิของจำเลยที่ 4 ที่จะยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในอัตราโทษจำคุกที่เกิน 5 ปี ตามกฎหมายเก่าจึงใช้บังคับได้ โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยที่ 4 ด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 155)

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 ประกอบมาตรา 336 ทวิ และผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ มาตรา 11ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นบทหนัก เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมที่เป็นกระทงความผิดจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 3 กระทงจำคุก 12 ปี จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี ฯลฯศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรค 3,336 ทวิ และผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8,11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86จำคุก 12 ปี ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 4 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว (อันดับ 151แผ่นที่ 2)จำเลยที่ 4 จึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 155)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขนั้น เป็นการจำคลาดเคลื่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532มาตรา 11 ให้เพิ่มเติมข้อความเฉพาะมาตรา 218 วรรคสอง ส่วนวรรคแรกนั้นยังคงไว้อย่างเดิม และที่จำเลยที่ 4 อ้างว่าจำเลยที่ 4ต้องโทษจำคุกเกิน 5 ปี จึงมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้นั้นก็เป็นการเข้าใจกฎหมายคลาดเคลื่อนเช่นกัน เพราะกรณีของจำเลยที่ 4 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระกัน โจทก์อาจแยกฟ้องแต่ละกระทงความผิดได้ จึงต้องดูโทษแต่ละกระทงความผิดว่าจำคุกเกิน 5 ปีหรือไม่

จะรวมเอาโทษทุกกระทงความผิดในคดีนั้นมาเป็นเกณฑ์คิดคำนวณหาได้ไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 กระทงละไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์แก้ไขเล็กน้อย คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 เท่าเดิม ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อัมพร เดชศิริ · เดชา สุวรรณโณ · จรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561

จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9888/2558

จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2558 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยข้อ 2.4 ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5559/2556

คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยที่ 1 อาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้